PERSPECTIVE OF AEC – AMAZING Indonesia

0
76

เวลาที่เราพูดถึงอินโดนีเซีย คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้จักแต่บาหลีแต่ไม่ค่อยรู้จักประเทศสมาชิก AEC ประเทศนี้กันซักเท่าไหร่ MIXX ฉบับนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านไปสัมผัส ความอะเมซิ่งของอินโดนีเซียกันนะครับ

อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ มีเกาะใหญ่น้อย รวมกัน 17,508 เกาะ มีพื้นที่รวมกว่า 5.19 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าเมืองไทยเราเกือบ 10 เท่าเลยครับ ใหญ่ขนาดไหน ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราบินจากเมืองไทยไปอินโดนีเซียก็จะใช้เวลาบินแค่ 3 ชั่วโมง แต่ถ้าเราบินจากภาคตะวันออก ไปยังภาคตะวันตกของอินโดนีเซียกลับต้องใช้เวลาบินนานถึง 5 ชั่วโมงเลยนะครับ

คนอินโดนีเซียมีทั้งหมดเกือบ 250 ล้านคนและกว่า 215 ล้านคนเป็นคนมุสลิมครับ อินโดนีเซียก็เลยเป็นประเทศ มุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ที่น่าอะเมซิ่งก็คือแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม แต่รัฐบาลอินโดนีเซีย กลับอนุญาตให้สร้างโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกชื่อ KATEDRAL MESIAS ซึ่งจะเล็กกว่าก็เฉพาะมหาวิหารวาติกันเท่านั้นเอง ภายในบริเวณโบสถ์แห่งนี้เขาสร้างเอาไว้ครบเลยนะครับ โบสถ์ คอนเสิร์ตฮอลล์ พิพิธภัณฑ์ ผมแวะไปชมมาแล้ว และที่ผมชอบมากที่สุดคือพิพิธภัณฑ์ที่เขาก็อปปี้ ภาพวาดระดับโลกมาแสดงไว้เป็นร้อยๆภาพเลยครับ ที่เขาทำได้เพราะภาพเขียนเก่าแก่เหล่านี้ใครๆ ก็สามารถก็อปปี้ได้แล้วครับ ไม่มีลิขสิทธิ์แล้ว

ในด้านเศรษฐกิจ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดใน AEC ครับคือมี จีดีพี สูงถึง 21 ล้านล้านบาทในปี 2553 ใหญ่กว่าเมืองไทยถึง 2 เท่า แต่เพราะประเทศเขามีคนมากถึง 250 ล้านคนมากกว่า ไทยเราที่มีแค่ 67 ล้านคน คนอินโดนีเซียเลยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี แค่ 104,800 บาท น้อยกว่าไทยเราที่ มีรายได้เฉลี่ยคนละ 160,000 บาทต่อปีครับ

แม้ว่าตอนนี้ขนาดเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะใหญ่เป็นอันดับ ที่ 27 ของโลก แต่เขาก็ตั้งเป้าการลงทุน ครั้งใหญ่อีกเกือบๆ 140 ล้านบาทเพื่อที่จะยกระดับเศรษฐกิจของเขา ให้ใหญ่ติด 10 อันดับแรกของโลก ให้ได้ภายในปี 2568 ครับ และด้วยความใหญ่โตด้านเศรษฐกิจ อินโดนีเซียเลยเป็นเพียงประเทศเดียวใน AEC ที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม G20 อินโดนีเซียจึงเป็นหน้าเป็นตาและสามารถ เป็นปากเป็นเสียงแทนประเทศ อื่นๆของ AEC ในกลุ่ม G20 ได้ครับ

นอกจากนี้อินโดนีเซียยังเป็นประเทศเดียวใน AEC ที่ “เคย” เป็นสมาชิกโอเปคซึ่งเป็นกลุ่มประเทศ ที่ส่งออกน้ำมัน ที่ผมใช้คำว่า “เคย” ก็เพราะว่าอินโดนีเซียได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกโอเปคแล้วครับ ที่ต้องลาออกก็เพราะ รัฐบาลอินโดนีเซียบริหารนโยบายด้านพลังงานผิดพลาด โดยใช้นโยบายอุดหนุน ราคาพลังงาน มาต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ราคาน้ำมันในอินโดนีเซียต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้คนของเขาใช้น้ำมัน กันอย่างฟุ่มเฟือย ในแต่ละปี คนอินโดนีเซียออกรถใหม่ปีละเป็นล้านคันเลยครับ ใช้น้ำมันกันเพลินจนทำให้ในปี 2548 จากที่เคยเป็นประเทศส่งออกน้ำมัน อินโดนีเซียถึงกับต้องเริ่มนำเข้าน้ำมันเลยทีเดียว และเมื่อปี 2551 อินโดนีเซีย ก็ได้ลาออกจากการเป็นโอเปคครับ น่าอะเมซิ่งมั้ยครับ?

การลาออกจากการเป็นโอเปกก็แค่ “เสียหน้า” นะครับ ที่มันร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้อง อุดหนุนราคาน้ำมันนั้นทำให้ในแต่ละปี รัฐบาลอินโดนีเซียต้องใช้เงินราวๆ 5-6 แสนล้านบาทเพื่อไปชดเชย ราคาน้ำมันซึ่งทำให้รัฐบาลมีงบประมาณสำหรับการลงทุนน้อยลง การพัฒนาประเทศก็เลยช้ากว่าประเทศอื่นๆ เขา

พอเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน ก็เลยทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งผลต่อเนื่อง ให้ค่าโดยสาร ค่าขนส่ง ค่าครองชีพ ถีบตัวสูงขึ้นในทันที เงินเฟ้อก็เลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เรื้อรัง ของอินโดนีเซียในระยะหลายปีที่ผ่านมา

พอเงินเฟ้อสูง ค่าเงินรูเปี๊ยะก็เลยอ่อนค่า ธนาคารกลางของอินโดนีเซียก็เลยต้องขึ้นดอกเบี้ยสู้ ที่น่าสนใจก็คือ โครงสร้างการส่งออกของอินโดนีเซียนั้นค่อนข้างอะเมซิ่งและผิดจากประเทศอื่นๆตรงที่ว่าค่าเงินรูเปี๊ยะที่อ่อน ไม่ได้ช่วยให้อินโดนีเซียสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นได้ แต่โชคยังดีที่นักลงทุนต่างชาติยังมองเห็นว่าความใหญ่โตของ ตลาดภายในประเทศที่มีประชากรกว่า 250 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นคนหนุ่มคนสาวซึ่งต้องจับจ่ายใช้สอยกัน มากๆอยู่และโอกาสของอินโดนีเซียที่จะเติบโตได้อีกมากเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทำให้มีเงิน ทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจอินโดนีเซียก็เลยยังเจริญเติบโตได้ดีพอ สมควรครับ

ตอนนี้โลกกำลังจับตามองและนักวิชาการทั่วโลกต่างก็คาดการณ์ตรงกันว่าอินโดนีเซียกำลังจะเติบโตขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งในโลกในอีกไม่นานนะครับ

ที่น่าอะเมซิ่งกว่านั้นก็คือ แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งอาเซียน สำนักงานเลขาธิการของอาเซียนก็ตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศสมาชิกของอาเซียนจึงต้องมีทูตสองคน คนหนึ่งเป็นทูตประจำประเทศอินโดนีเซียอีกคนเป็นทูตประจำสำนักเลขาธิการอาเซียนแต่ตอนผมเดินทาง ไปทำรายการ AEC กับเกษมสันต์ที่อินโดนีเซียปรากฎว่า ตลอด 5 วันในกรุงจาการ์ตานั้น ผมพบว่า มีคนอินโดนีเซียน้อยมากๆ ที่รู้จัก AEC ครับ

ลองถามหลายๆคนดูก็ได้คำตอบที่น่าสนใจมากครับว่า การที่คนอินโดนีเซียไม่สนใจ AEC นั้นมีสาเหตุ สำคัญอยู่ 2 เรื่องด้วยกันครับคือ หนึ่ง นักวิชาการ นักธุรกิจและนักการเมืองอินโดนีเซีย ต่างก็มีความเชื่อร่วมกันว่า การเปิดการค้าเสรีนั้น อินโดนีเซียเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ ที่เขาเชื่อเช่นนั้นก็เพราะตัวเลขการส่งออก นำเข้าในช่วงที่ผ่านมามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือไปเจรจาการค้าเสรีกับใคร อินโดนีเซียก็มีแต่ขาดดุลการค้าเขา อยู่เรื่อย ขนาดประธานสมาคมนายจ้างซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่มากๆของอินโดนีเซียที่ผมได้ไปคุยด้วย ก็ยังบอกกับผมเลยว่าเขาไม่คิดว่าอินโดนีเซียจะพร้อมสำหรับเปิดประเทศต้อนรับการค้าเสรีครับ

เรื่องที่สอง ที่ทำให้คนอินโดนีเซียไม่ค่อยสนใจ AEC ก็คือตลาดภายในประเทศของอินโดนีเซียนั้นมีขนาดใหญ่ โตมากครับ คนของเขายังหนุ่มยังสาวอยู่มาก รายได้ก็มีพอสมควร ดังนั้นตลาดภายในประเทศของเขาจึงมี ขนาดใหญ่มากๆ ธุรกิจต่างๆนั้นแค่จะผลิตให้ทันความต้องการภายในประเทศเองก็ผลิตกันไม่ค่อยทันอยู่แล้ว เขาก็เลยไม่ค่อยสนใจที่จะผลิตเพื่อส่งออก ซักเท่าไหร่

ด้วยสองเหตุผลดังกล่าว นอกจากจะทำให้ทุกภาคส่วนของอินโดนีเซียให้ความสนใจกับ AEC น้อยมากๆแล้ว ยังทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าสูงมากเป็นอันดับสามของโลกเลยทีเดียว

สถิติโลกอื่นๆ ของอินโดนีเซียที่น่าอะเมซิ่งก็คือ คนอินโดนีเซียนั้นเขาชอบทานบะหมี่สำเร็จรูปกันมากๆ มากเป็นอันดับสองของโลกเลยนะครับ มากกว่าคนญี่ปุ่นเสียอีก ทั้งโลกนี้เขาทานบะหมี่สำเร็จรูปน้อยกว่าคนจีน เท่านั้นเอง

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow