PERSPECTIVE OF AEC – AMAZING สิงคโปร์

0
74

เวลาที่ธุรกิจระดับโลกเขามองหาประเทศที่จะไปทำธุรกิจหรือลงทุนเขาตัดสินจากอะไรรู้มั้ยครับ ?..

เขาตัดสินจาก หนึ่ง ความยากง่ายในการไปทำธุรกิจ ซึ่งต้องง่ายและสะดวกครับ เริ่มตั้งแต่การตั้งบริษัท ระบบภาษี ความพร้อมของบุคลากร ความยากง่ายของการเอาเงินเข้าออก เรื่องนี้สิงคโปร์ทำได้ดีที่สุดในโลกส่วนไทยเราอยู่ที่ 18 ซึ่งนับว่าเรื่องนี้ไทยเราก็ทำได้ดีนะครับ

สอง เขาจะตัดสินจาก ความโปร่งใส คอร์รัปชั่นว่ามีมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้สิงคโปร์ทำได้ดีมากๆ ได้ที่ 5 ส่วนไทย อยู่ที่ 102 จาก 177 ประเทศ เฉพาะใน AEC เรื่องความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นนี่ไทยเราตกลงมาเรื่อยๆ วันนี้ไทยเราแพ้ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซียและฟิลิปปินส์ครับ

และสาม ธุรกิจเขาจะตัดสินที่ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานว่ามีความพร้อมแค่ไหน ความพร้อมที่ว่าไม่ได้ หมายถึงถนนหนทางและรางรถไฟอย่างที่เราๆ เข้าใจกันเท่านั้นนะครับ แต่เวลาเขาวัดความพร้อมด้านโครงสร้าง พื้นฐานนั้น เขายังรวมถึงความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องการศึกษาอีกด้วย เรื่องความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานนี้สิงคโปร์เขาได้ที่ 2 ส่วนไทยเราได้ที่ 46

แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ตรงนี้ก็คือการที่ไทยเรามีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างแย่

นั่นเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องการศึกษา ของเราแย่นะครับ แย่ทั้งสี่เรื่อง ส่วนความพร้อมด้านถนนหนทางและรางรถไฟของไทยเราค่อนข้างดี

ไทยเราประกาศจะเป็นศูนย์กลาง AEC ด้วยการจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเรากับประเทศเพื่อนบ้าน และบอกว่า connectivity is opportunity แต่ถ้าทั้งสามปัจจัยที่ว่าเราแย่ซะสองเรื่อง เราจะเป็นศูนย์กลาง AEC กันได้อย่างไรครับ?

ผมถามนักธุรกิจสิงคโปร์ว่าคิดอย่างไรที่รัฐบาลไทยจะลงทุน 2 ล้านล้านบาทสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยง ประเทศเพื่อนบ้านเข้าด้วยกันเพื่อไทยจะได้เป็นศูนย์กลาง AEC เขาไม่ตอบตรงๆ แต่กลับถามผมกลับว่าไทยตอบ ได้มั้ยว่าทำไมมาเลเซียซึ่งลงทุนทำท่าเรือใหญ่โตกว่าสิงคโปร์ ในทำเลเดียวกันและคิดค่าบริการถูกกว่าแต่กลับไม่มี ธุรกิจมาใช้มากเหมือนท่าเรือสิงคโปร์ และการสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้น เมื่อทางรถไฟพาดผ่านไปทางไหนมัน ก็จะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มของที่ดินและเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจตรงบริเวณนั้น รัฐบาลไทยคิดว่าจะเก็บมูลค่าเพิ่ม เหล่านั้นไว้อย่างไร เพื่อที่จะได้นำเอามูลค่าเพิ่มเหล่านั้นเข้าสู่รัฐ เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมและเอาไปลด ต้นทุนของการก่อสร้างรถไฟ ทำให้สามารถคิดค่าบริการที่ถูกลงมาได้

คำถามข้อแรกผมตอบว่าสงสัยจะเป็นเพราะประสิทธิภาพของท่าเรือสิงคโปร์นั้นมีประสิทธิภาพสูงสุดในเอเชียมามากกว่า 20 ปีแล้ว เหนือกว่าท่าเรือมาเลเซียมาก ธุรกิจทั้งหลายเลยเลือกใช้ท่าเรือสิงคโปร์มากกว่าท่าเรือมาเลเซีย คนสิงคโปร์บอกถูก

ส่วนคำถามข้อที่สองผมบอกเรื่องแบบนี้คนไทยคิดรอบคอบอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่รถไฟจะวิ่งไปทางไหน นักการเมืองไทยก็จะไปกว้านซื้อที่ดินคอยไว้ก่อนแล้วขายที่ดินให้รัฐบาล ได้กำไรต่อที่หนึ่ง กำไรต่อที่สอง คือผลประโยชน์ต่อเนื่องที่เกิดจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบๆสถานีรถไฟ ก็จะถูกเก็บเอาไว้รับประทาน กันเอง ส่วนกำไรต่อที่สามซึ่งจะได้ก่อนเลยคือค่าคอมมิสชั่นจากการประมูลโครงการมูลค่า 2 ล้านล้านบาท

คนสิงคโปร์เขาบอกว่านี่คือจุดแพ้ชนะของสิงคโปร์กับไทย ที่เขามองดูด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมใน ไทยทั้งๆ ที่รู้ว่าจะโกงกันได้ตรงไหนบ้างแต่ก็ยังปล่อยให้โกงกันจนได้ เพราะที่สิงคโปร์เรื่องแบบนี้ เขาไม่ยอมให้เกิดขึ้น

สิงคโปร์เขารู้ตัวดีครับว่าประเทศของตัวเองเล็กและแทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลย นอกจาก “คน” สิงคโปร์จึงเน้น พัฒนาประเทศโดยให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นอย่างมาก และพัฒนาความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ด้านความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นและความง่ายในการลงทุนทำธุรกิจให้ติดอันดับต้นๆ ของโลกให้ได้ อดีตนายกฯ ลีกวนยู เคยประกาศชัดเจนเลยครับว่า สิงคโปร์ไม่มีทรัพยการธรรมชาติมีแต่คน ถ้าประเทศไม่โปร่งใสและ คนไม่มีประสิทธิภาพ สิงคโปร์จะอยู่ไม่ได้ จะแข่งกับประเทศอื่นๆไม่ได้

เมื่อเป็น AEC สิงคโปร์มองเห็นโอกาสทองเลยว่า AEC จะเนื้อหอมและมีอนาคตเติบโตได้อีกมาก ดังนั้น จึงเตรียม ตัวเองเพื่อรักษาการเป็นศูนย์กลางของ AEC เอาไว้ให้ได้ด้วยการวางตำแหน่งประเทศให้เป็นศูนย์กลางการเจรจา การค้าเสรีหรือ FTA เพื่อที่จะเสริมเสน่ห์ประเทศให้ธุรกิจระดับโลกยังสนใจที่จะมาใช้เขาเป็นศูนย์กลางลงทุน และทำธุรกิจต่อไป

ตอนนี้สิงคโปร์เลยเจรจาการค้าเสรีครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลกและน่าจะเป็นประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีมากที่สุดในโลกครับ แม้กระทั่งประเทศจีนซึ่งทางอาเซียนได้มีข้อตกลงการค้าเสรีกับจีนแล้ว สิงคโปร์ก็ยังไปเจรจา การค้าเสรีกับจีนเพิ่มเติมพิเศษเฉพาะสิงคโปร์เองอีกด้วย

ขณะที่ฮ่องกงศูนย์กลางการค้าและการเงินอีกแห่งหนึ่งของเอเชียซึ่งสิงคโปร์พยายามจะแข่งด้วยตลอดเวลา ก็เน้นย้ำตำแหน่งตัวเองว่าเป็นประตูเชื่อมโยงไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยการเร่งสร้างทางรถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงฮ่องกงกับเมืองใหญ่ๆ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางเจา เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเดินทางระหว่างฮ่องกงกับจีน

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจทั้งในสิงคโปร์และฮ่องกงว่าระหว่างสามประเทศคือ สิงคโปร์ ฮ่องกงและไทย ประเทศไหนน่ามาทำธุรกิจและลงทุนที่สุด? นักธุรกิจเกือบทั้งหมดที่ผมสัมภาษณ์ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเรื่อง โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นรวมไปถึงความยากง่ายในการทำธุรกิจนั้น สิงคโปร์และฮ่องกงสูสีกันมาก แต่สิ่งที่ทำให้สิงคโปร์มีความได้เปรียบกว่าฮ่องกงเล็กน้อยคือความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษของคนสิงคโปร์นั้นเก่งกว่าคนฮ่องกงครับ

ที่น่าสนใจก็คือสิงคโปร์เขารู้ว่าเวลาธุรกิจต่างชาติจะไปทำงานที่ไหน เขาก็มักจะดูด้วยว่าลูกหลานจะมีที่ ให้เรียนมั้ย? สิงคโปร์เลยทำให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยของเขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียน การสอนและเปิดกว้างในการรับลูกหลานธุรกิจต่างชาติเข้าเรียน ไม่เหมือนกับที่ฮ่องกงที่ยังใช้ภาษาจีนเป็น ภาษาหลักในการเรียนการสอน แถมการเข้าไปเรียนก็ยากมากๆ วันนี้จำนวนนักธุรกิจต่างชาติในฮ่องกงค่อยๆลดลง สวนทางกับจำนวนนักธุรกิจต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในสิงคโปร์ก็เพราะสองเหตุผลที่ว่านี่แหล่ะครับ

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับเมืองไทย นักธุรกิจกลุ่มนี้บอกชอบเมืองไทยชอบคนไทยนะครับ แต่ชอบแบบเอาไว้มาเที่ยวเล่นพักผ่อนในวันหยุดมากกว่าจะมาทำงานที่เมืองไทยของเรา ถ้าจะไปทำมาค้าขายขอไปสิงคโปร์หรือฮ่องกงจะดีกว่า

เจอคำตอบแบบนี้เลยหมดคำถามครับ..

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow