PERSPECTIVE OF AEC – หัวเลี้ยวหัวต่อมาเลเซีย

0
63

เมื่อตอนปี พ.ศ. 2524 ตอนที่ มหาเธร์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของมาเลเซียนั้น สถานะประเทศของเขา กับประเทศไทยนั้นต้องเรียกว่าพอๆกัน และอยู่ระหว่างการแข่งกันจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียต่อจาก ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้และไต้หวัน ผมยังจำได้ว่าตอนนี้ใครต่อใครในเมืองไทยบอกว่าไทยเรามีสองทางเลือกที่จะ เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ NICs หรือ ประเทศเกษตรกรรมใหม่ NACs และต่างก็รู้สึกค่อนข้างตรงกันว่า ไทยเราได้เปรียบมาเลเซียมากนัก

มหาเธร์บริหารประเทศอยู่ 10 ปีตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯของเขาที่รัฐบาลก่อนหน้าวางเอาไว้ (ไม่ยักจะโละทิ้ง เหมือนรัฐบาลบ้านเรา) เมื่อถึงปี พ.ศ. 2534 จึงมีโอกาสประกาศ “VISION 2020” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวถึง 30 ปี เพราะเขาประกาศจะนำพามาเลเซียให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2563 ภายใต้การบริหาร ประเทศ  22 ปีของมหาเธร์ต่อด้วยนายกฯบาดาวี เศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตเฉลี่ย 6 เปอร์เซ็นต์เศษ ขณะที่ของไทย เราเติบโตเฉลี่ยราวๆ 4.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นต่ำกว่ามาเลเซีย เมื่อนาจิ๊บ ราซัค เข้ามาเป็นนายกฯ เขาประกาศปฏิรูป ประเทศอีกครั้งภายใต้ชื่อ “ONE MALAYSIA” ซึ่งเป็นการปฏิรูปทั้งเศรษฐกิจและการบริหารจัดการภาครัฐโดยมี เป้าหมายหลักก็คือจะต้องเร่งให้มาเลเซียเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ทันปี พ.ศ. 2563 ตามที่มหาเธร์เคยตั้งเป้าเอาไว้

ความจริงการปฏิรูปประเทศทั้ง 2 ครั้งนั้นทำให้มาเลเซียสามารถพัฒนาประเทศไปได้ดีกว่าไทยเราอย่างมาก เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง ทิศทางการพัฒนาประเทศก็ชัดเจน ที่สำคัญกำลังจะทำให้มาเลเซียยกระดับให้เป็น ประเทศพัฒนาแล้วได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งหมายความว่าคนมาเลเซียจะต้องมีรายได้เกิน 15,000 ดอลล่าร์ สหรัฐหรือราวๆ 500,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งๆที่เมื่อตอนปี พ.ศ. 2524 คนไทยและคนมาเลเซียมีรายได้เฉลี่ย ใกล้เคียงกันคือคนมาเลเซียมีรายได้เฉลี่ยคนละ 47,500  บาทต่อปีส่วนคนไทยเรามีรายได้เฉลี่ยคนละ 45,000 บาทน้อยกว่าเพียง 2,000  บาท ปัจจุบันขณะที่คนไทยเรามีรายได้เฉลี่ยคนละ 190,000 บาทแต่คนมาเลเซียกลับมี รายได้สูงถึง 360,000 บาท

แต่ในความเจริญก้าวหน้า มาเลเซียก็มีปัญหาบางอย่างที่ค่อยๆสะสมจนกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ นั่นคือ การที่รัฐบาลแก้กฎหมายความมั่นคงภายในเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลมากจนเกินไป ทำให้การเคลื่อนไหวเชิง ประชาธิปไตยทำได้ยากมากยิ่งขึ้น และข่าวการขาดทุนอย่างหนักถึง 400,000 ล้านบาทของกองทุนเพื่อการพัฒนา มาเลเซีย หรือ 1MDB รวมทั้งข่าวลือที่ว่ามีเงินจากกองทุนนี้ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของนายกฯนาจิ๊บ ในสิงคโปร์ กว่าสองหมื่นล้านบาท แต่นายกฯนาจิ๊บกลับยังไม่เคยชี้แจงให้เป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเลย

นอกจากปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพและเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลแล้ว เนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน น้ำมันปาล์ม ยางพารา ตกต่ำอย่างหนักทั่วโลกส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้จากการส่งออก สินค้าเหล่านั้นของมาเลเซีย และส่งแรงเหวี่ยงต่อถึงค่าของเงินริงกิตทำให้ตกต่ำมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม AEC ด้วยกัน เลยทำให้แรงกดดันทั้งหมดพุ่งไปหานายกฯนาจิ๊บ

เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนวันเมอร์เดกา 31 สิงหาคมเพียงวันเดียว เราจึงได้เห็นคน มาเลเซียนับแสนได้ออกมารวมตัวกันใส่เสื้อเหลืองสดเพื่อขับไล่นายกฯนาจิ๊บ โดยองค์กรที่เป็นแกนนำในการ ชุมนุมครั้งนี้ที่มีชื่อว่า Bersih ver 2.0 Bersih นั้นเป็นคำในภาษามลายูออกเสียงว่า “เบอร์เสะ” มีความหมายว่า “สะอาด” องค์กรนี้ถูกก่อตั้งมาเพื่อรณรงค์ให้เกิดการ เลือกตั้งที่สะอาดและเป็นธรรม เมื่อตอนก่อตั้งใหม่ๆ เบอร์เสะนั้นมีทั้งหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคประชาชน ร่วมกันทำงาน ต่อมาได้มีการปรับปรุงโครงสร้าง โดยการตัดเอาหน่วยราชการออกเหลือแต่องค์กรภาคประชาชน เพื่อให้เกิดความแตกต่างที่ชัดเจนพวกเขา จึงเรียกตัวเองว่า Bersih ver 2.0 ซึ่งหมายถึงเบอร์เสะยุคที่ 2 ยุคที่มีแต่องค์กรภาคประชาชนดำเนินการ

แกนนำสูงสุดของเบอร์เสะ คือ นางมาเรีย ชิน อับดุลลาห์  ซึ่งผมได้มีโอกาสไปพบมาก่อนที่การชุมนุมจะเริ่มต้น ขึ้นได้เล่าให้ผมฟังว่าตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเป็นต้นมา เบอร์เสะได้จัดให้มีการชุมนุมเพื่อรณรงค์ให้มาเลเซียมีการเลือกตั้ง ที่สะอาดและเป็นธรรมมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2550 2554 และ 2555 ดังนั้นการชุมนุม เมื่อวันที่  29 และ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558 จึงเป็นการชุมนุมครั้งที่ 4 ทางเบอร์เสะจึงได้ทำเสื้อยืดสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่ใช้มา ตั้งแต่เริ่มต้นรณรงค์ครั้งแรกๆและสกรีนคำว่า “Bersih 4” ที่มีความหมายว่าเป็นการชุมนุมครั้งที่ 4

ช่วงที่ผมไปพบมาเรียและไปสังเกตการณ์การเตรียมการชุมนุมเพียงสองสามวันก่อนการชุมนุมจะเริ่มต้นขึ้นนั้น ผมได้เห็นคนมาเลเซียทุกเชื้อชาติ ทั้งคนภูมิบุตรซึ่งเป็นคนมุสลิมพื้นเมืองที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนมาเลย์เชื้อสายจีนและเชื้อสายอินเดียต่างก็ทะยอยมาซื้อเสื้อยืดเหลืองกัน ลักษณะการแต่งเนื้อแต่งตัวบ่งบอก ชัดเจนว่าคนที่มาซื้อเสื้อยืดส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลาง มีการมีงานทำกันเป็นเรื่องเป็นราว ตรงกับที่มาเรียบอก กับผมว่าคนที่สนับสนุนเบอร์เสะส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางในมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งเพราะคนกลุ่มนี้จะมี ความคิดเป็นของตัวเองไม่มีใครไปหลอกให้ทำอะไรได้ง่ายๆ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นจุดอ่อนเพราะคนกลุ่มนี้จะไม่ สามารถมาชุมนุมข้ามวันข้ามคืนได้นานจนเกินไป เพราะทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ

เบอร์เสะ 4 จึงเลือกที่จะชุมนุมต่อเนื่องเพียง 34 ชั่วโมงโดยจะเริ่มต้นชุมนุมจากบ่ายสองของวันเสาร์และยาวไป ถึงเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ หลังจากนั้นจะแยกย้ายสลายตัวกลับไปทำงานกันตามปรกติ และเป็นการเปิดโอกาสให้ รัฐบาลได้จัดงานฉลองเอกราชปีที่ 58 อย่างเต็มที่ เมื่อผมถามมาเรียว่าการชุมนุมแบบสงบนั้นไม่น่าจะมีแรงกดดัน มากพอที่จะทำให้นายกฯนาจิ๊บลาออกตามที่ทางกลุ่มต้องการได้ มาเรียตอบผมได้อย่างน่าประทับใจครับว่า แม้ทางกลุ่มจะรู้ว่าสถานะนายกฯนาจิ๊บ ราซัค ทางการเมืองนั้นยังข้างแข็งแรงอยู่มาก การชุมนุมอย่างสงบเพียง 34 ชั่วโมงจะไม่สามารถกดดันให้นาจิ๊บลาออกได้อย่างแน่นอน แต่มาเรียก็ยังเชื่อและศรัทธาในพลังอันบริสุทธิ์ ของประชาชนมาเลเซีย ว่าถ้าชุมนุมไปเรื่อยๆอย่างสงบเป็นระยะๆ น่าจะกดดันให้นายกฯนาจิ๊บลาออกได้ภายใน 12 – 18 เดือน การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องใช้เวลา พวกเราต้องอดทน เธอบอก

มาเรียยังบอกกับผมอีกว่าการที่นายกฯนาจิ๊บไม่เคยอธิบายกับประชาชนว่าที่มีข่าวว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีของเขาสองบัญชีในสิงคโปร์สองหมื่นกว่าล้านบาทนั้นเป็นความจริงหรือไม่? เป็นเงินที่โอนมาจากที่ไหน? ทำไมเขาถึงได้ มีบัญชีส่วนตัวในสิงคโปร์ เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการขาดทุนอย่างมโหฬารเกือบ 4 แสนล้านบาทของกองทุน เพื่อการพัฒนามาเลเซียที่เขาเป็นประธานบริหารอยู่หรือไม่? และเม็ดเงินต่างๆเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการซื้อเสียง ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาบ้างหรือไม่? นอกจากจะไม่ตอบคำถามเหล่านี้แล้ว นายกฯนาจิ๊บยังได้ปลดและ ย้าย รองนายกฯ รัฐมนตรีและข้าราชการทุกคนที่ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้อีกด้วย ทั้งหมดนี้จะทำให้คน มาเลเซียทุกเชื้อชาติ ออกมาชุมนุมมากกว่าการชุมนุมทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ได้เห็นกันแล้วว่ามาเรียคาดการณ์ ได้อย่างถูกต้อง

จากนี้ไปต้นไปมาเลเซียก็จะเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ นายกฯนาจิ๊บจะยอมลาออกแต่โดยดีหรือจะสู้จนนาที สุดท้าย ถ้าเขาสู้การเมืองมาเลเซียก็จะเข้มข้นถึงจุดเดือด เพราะถ้านายกฯนาจิ๊บชนะก็จะมีคนต้องติดคุกมากมาย แต่ถ้าเขาแพ้ เขาอาจจะต้องหนีออกนอกประเทศอย่างที่มหาเธร์คนที่เคยออกกฎหมายห้ามการชุมนุมทางการเมือง ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าถ้าจำเป็นก็ต้องชุมนุมขับไล่นายกฯนาจิ๊บให้สำเร็จเหมือนกับที่คนฟิลิปปินส์เคยชุมนุมขับไล่ ประธานาธิบดีมาร์กอสจนสำเร็จมาแล้ว ไม่น่าเชื่อนะครับว่าโครงการ “ONE MALAYSIA” ที่นายกฯนาจิ๊บพยายามจะทำให้คนมาเลย์ต่างเชื้อชาติ รักสามัคคีกัน จะมาสำเร็จก็ตอนที่คนทุกเชื้อชาติต่างมารวมตัวกันขับไล่ตัวนายกฯนาจิ๊บนี่เอง

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow