PERSPECTIVE OF AEC – สื่อไทยตะลุยอินโดนีเซีย

0
96

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติของไทยนำโดยคุณนาตยา เชษฐโชติรส รอง ประธานคนที่ 1 และคุณบุญรัตน์ อภิชาตไตรสรณ์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ ซึ่งผมเป็นอนุกรรมการอยู่ด้วยได้ชวนไปอินโดนีเซีย ตามคำเชิญของสภาสื่อมวลชนอินโดนีเซีย ผมเลยขอเก็บตกเรื่องราว ที่น่าสนใจรวมถึงอาหารอร่อยในอินโดนีเซียมาเขียนให้อ่านกัน

พอไปถึงสนามบินซูการ์โน ฮัตตา เครื่องของเราลงที่เทอร์มินัล  3 ซึ่งกว้างขวางใหญ่โต ต้องเดินค่อนข้างไกลแต่ เขาก็มีรถกอล์ฟวิ่งไปวิ่งมามีป้ายติดไว้หน้ารถเลยว่ายินดีให้บริการผู้สูงอายุ คนท้อง เด็กและผู้ด้อยทุพลภาพ  ผม ว่าเข้าท่าดีไทยเราน่าจะมีบ้าง ตอนสร้างสนามบินเขาคงคิดเอาไว้ก่อนแล้วว่าต้องใช้รถกอล์ฟวิ่งบริการแบบนี้เขา จึงออกแบบ ทางเอาไว้กว้างขวางมากพอสำหรับคนเดินและรถกอล์ฟวิ่ง ไม่ต้องมาเบียดๆหลบๆกันแบบในไทย

พ้นสนามบินออกมา ผมก็ทำใจไว้ก่อนแล้วว่าคงจะต้องเจอกับรถติดสาหัสแบบกรุงเทพแน่ๆเพราะกรุงจาการ์ตา มะนิลาและกรุงเทพ สามเมืองนี้ผลัดกันเป็นแชมป์รถติดของโลกมาตลอด แต่ปรากฎว่าผิดคาดเพราะว่ารถวิ่งได้ ค่อนข้างคล่องตัวอย่างน่าอะเมซิ่ง เหตุเพราะเขาเริ่มจำกัดจำนวนรถบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วนเช้าและเย็น กำหนดให้รถที่มีทะเบียนลงท้ายเป็นเลขคู่วิ่งได้เฉพาะวันคู่ รถทะเบียนลงท้ายด้วยเลขคี่วิ่งได้เฉพาะวันคี่ ส่วน วันหยุดรถทุกคันวิ่งได้ตามปรกติ ช่วงที่คณะไปนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะมีการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ กรุงจาการ์ตาเลย คุมรถทะเบียนคู่ทะเบียนคี่ในวันหยุดด้วย รถเลยวิ่งกันได้คล่องตัวมากๆ กรุงเทพเราน่าจะลองคิดเอามาใช้ดูบ้าง

อีกเรื่องบนถนนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะก่อนหน้านี้ถนนในกรุงจาการ์ตาก็จะเต็มไป ด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้างเหมือนกรุงเทพ จะต่างกันก็แค่ที่นั่นไม่มีเสื้อกั๊กแสดงว่าอยู่วินไหนเท่านั้นเอง แต่วันนี้ มอเตอร์ไซค์รับจ้างเหล่านั้นได้พัฒนาไปเป็นมอเตอร์ไซค์ GRAB ไปเสียครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งได้พัฒนาไป เป็นมอเตอร์ไซค์ GOJEK คู่แข่งรายสำคัญของ GRAB  เจ้าของ GOJEK เป็นคนรุ่นใหม่ที่หัวแหลมแปลงเอาคำว่า OJEK ซึ่งแปลว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างมาบวกกับคำว่า GO กลายเป็น GOJEK และได้รับความนิยมได้อย่างรวดเร็ว แต่ที่น่าอะเมซิ่งที่สุดก็คือทั้งคนขี่มอเตอร์ไซค์และลูกค้าของทั้ง GRAB และ GOJEK ต่างก็ใส่หมวกกันน็อคกัน ทุกคนเหมือนๆกับมอเตอร์ไซค์ส่วนตัวที่คนขี่เกือบทั้งหมดใส่หมวกกันน็อค เคารพกฎหมายกว่าบ้านเราเยอะ

ช่วงที่ไปเป็นช่วงที่อินโดนีเซียกำลังจะฉลองวันชาติที่ได้รับเอกราชมาครบ 73 ปี ถนนหนทางและร้านค้าจึงประ ดับประดาธงแดงขาวซึ่งเป็นสีธงชาติกันเต็มเมืองไปหมดเคียงคู่กับธงและป้ายประชาสัมพันธ์การแข่งขันเอเชียน เกมส์ กรุงจาการ์ตาจึงมีสีสันสวยงามมากกว่าปรกติ แต่ที่น่าประทับใจก็คือทุกถนนที่เราไปจะเห็นต้นไม้สูงใหญ่ เต็มเมืองไปหมดเขาคงให้ความสำคัญกับต้นไม้มาก มองกลับมาที่ไทยเราเห็นภาพรถกทม.ตัดต้นไม้ฉับๆๆ

สำหรับการประชุมกับสภาสื่อมวลชนของอินโดนีเซียนั้นก็เป็นไปอย่างราบรื่นเพราะสภาฯของทั้งสองประเทศมี ความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและได้เคยมีการลงนามในเอ็มโอยูมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว สำหรับเอ็มโอยูฉบับใหม่ นี้ทั้งสองสภาฯจะร่วมมือกันสนับสนุนให้ประเทศอื่นๆในอาเซียนที่ยังไม่มีสภาสื่อมวลชนให้สามารถจัดตั้งสภา สื่อมวลชนได้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็คาดหวังว่าจะนำไปสู่การมีสภาสื่อมวลชนของอาเซียนในที่สุด นอกจากนี้ทั้งสอง สภาฯยังตกลงที่ช่วยกันจัดการฝึกอบรมให้กับสื่อมวลชนใน เรื่องที่แต่ละฝ่ายมีความพร้อมกว่า อาทิ สภาฯของ อินโดนีเซียจะเชิญสื่อไทยไปศึกษาและทำข่าวการ เลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมีขึ้นในปีหน้า ขณะเดียวกัน สภาฯของไทยก็อาจจะเชิญสื่ออินโดนีเซียมาดูงานทีวีดิจิทัลในประเทศไทยว่าพลาดตรงไหน ทำไมจึงไม่ประสบ ความสำเร็จ เขาจะได้ไม่พลาดเหมือนเรา

สิ่งสำคัญที่ผมได้เห็นจากการประชุมกับสื่อมวลชนหลายกลุ่มของเขาคือความกล้าหาญและจริยธรรมของสื่อมวลชนอินโดนีเซียที่มีสูงมาก และสภาสื่อมวลชนของเขาที่เข้มแข็งและสามารถควบคุมสื่อด้วยกันเองได้อย่างมี ประสิทธิภาพน่าประทับใจ ทำให้สื่อที่นั่นมีพลังยืนหยัดต่อสู้เปิดโปงนักการเมืองโกงๆได้อย่างเต็มที่นับเป็นการ บ้านข้อใหญ่ของคณะสื่อไทยที่ได้ไปเยือนอินโดนีเซียในครั้งนี้

นอกจากเรื่องงานแล้ว ผมก็อาสาคณะสื่อไทยว่าจะพาไปทานของอร่อยของอินโดนีเซียเพราะผมมีเพื่อนสนิทที่นั่น Mr. Lukkas Anggono คนอินโดนีเซียเชื้อสายจีนซึ่งเป็นทั้งนักธุรกิจใหญ่และนักชิมตัวยง ผมขอให้เขาพาไปทาน ร้านที่คนจีนที่นั่นทานและขอเป็นร้านบ้านๆที่นักท่องเที่ยวไม่รู้จักแต่ต้องอร่อย Lukkas จึงพาคณะเราไปย่านค้า ส่งเก่าของคนจีนซึ่งสภาพก็เก่าสมชื่อ ทางเข้าก็เป็นซอยเล็กมากๆแถมดูเก่าๆ ไม่น่าจะมีร้านอร่อยอยู่ข้างในได้ เดินเข้าซอยมาสัก 50 เมตรเราก็เจอร้าน Bakmi Atu หรือ “บะหมี่อาตู”  ร้านนี้มีที่นั่งอยู่นิดเดียวราว 10 ที่นั่งแต่ ดูสะอาดสะอ้านดี

บะหมี่อาตู ซึ่งตั้งอยู่ที่ Jelakeng Perniagaan Glodok จาการ์ตานั้นขายมานานกว่า 40 ปีแล้วขายมาตั้งแต่รุ่นพ่อซึ่ง เริ่มขายด้วยรถเข็นมาก่อนที่จะย้ายมาเปิดร้านเล็กๆแต่ก็ยังยึดทำเลย่านขายส่งที่เดิมนี่เอง คุณอาตูบอกกับผมว่าเส้น บะหมี่นั้นทำเองจึงหนาและเหนียวนุ่มเป็นพิเศษ เป็นจุดเด่นของทางร้าน ระหว่างเล่าไปอาตูก็ลวกเส้นไป  แล้วก็ เอาบะหมี่ที่ลวกสุกมาคลุกน้ำมันเล็กน้อย ก่อนจะตักหมูสองแบบใส่ลงไปคือหมูรวนและหมูแดง บะหมี่ที่นี่เสริฟ พร้อมน้ำซุปร้อนๆและกากหมูที่ทางร้านเจียวเองแบบวันต่อวัน กากหมูที่นี่จึงหอมและกรอบอร่อยแต่มีให้คนละ ถ้วยเล็กๆเท่านั้นเอง

ผมและพี่ๆสื่อทุกท่านเริ่มทานบะหมี่แบบไม่ได้ปรุงอะไรแค่เอากากหมูโรยลงไปและคลุกๆเท่านั้น เพื่อจะพิสูจน์ ว่าอร่อยจริงหรือไม่ ทานแล้วทุกคนต่างก็บอกว่าอร่อยมาก เส้นเหนียวนุ่มสมกับที่เจ้าของร้านคุย ส่วนหมูรวนและ หมูแดงชิ้นเล็กๆที่ใส่มาก็รสชาติดี เค็มนิดๆเข้ากันกับเส้นดี ยิ่งเวลาเคี้ยวเจอกากหมูกรอบๆก็อร่อยยิ่งขึ้น ทานไป ซดน้ำซุปคล่องๆคอไป เผลอแป๊บเดียวหมดไปครึ่งชาม

Lukkas แนะนำให้ลองใส่พริกน้ำส้ม พวกเราจึงบีบพริกน้ำส้มที่ทางร้านผสมและปั่นใส่ขวดวางเอาไว้ลงไป นิดหน่อยเพราะถูกเตือนไว้แล้วว่าเผ็ดมากๆ พอบีบพริกน้ำส้มใส่แล้วคนให้เข้ากับบะหมี่ที่เหลือแล้วทานต่อ ผมบอกว่าตอนทานแบบไม่ได้ปรุงก็ว่าอร่อยมากๆแล้ว แต่พอเติมพริกน้ำส้มลงไปนิดหน่อย ความเผ็ดและหอม ของพริกน้ำส้มยิ่งไปทำให้บะหมี่หมูของที่นี่อร่อยมากยิ่งขึ้นอย่างน่าอะเมซิ่ง เล่นเอา  Lukkas ยืนยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ด้วยความภูมิใจแถมคุยต่ออีกว่าร้านนี้แม้แต่คนญี่ปุ่นเจ้าแห่งราเมงยังติดใจมาหลายคนแล้ว

อีกร้านที่พวกเราได้ไปชิมคือ Bakmi Kucai หรือ “บะหมี่กุยช่าย” ตั้งอยู่ที่ Gang Tiker, JI. Gajah Mada No.223A  ซึ่งก็อยู่ในย่านขายปลีกของคนจีนเก่า ร้านนี้เล็กมากจริงๆ มีที่นั่งในร้านแค่ 4 ที่นั่ง เคาน์เตอร์ติดผนังที่มีให้เอาไว้ วางจานหมี่ผัดก็กว้างราวๆฟุตเดียว ทั้งร้านรวมที่นั่ง ทางเดิน ตู้ใส่เส้นและเครื่องปรุง เตาผัด คะเนด้วยสายตาผม กะว่าไม่เกิน 5 ตารางเมตรเล็กมากๆ ซึ่งร้านนี้ก็เล็กมาตั้งแต่เริ่มขายเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แม้จะมีลูกค้าประจำมา ทานตลอดแต่เขาก็ไม่สามารถขยายร้านให้ใหญ่โตกว่านี้ได้ เพราะร้านอยู่ริมถนนใหญ่เลยราคาที่แพงมาก

พอเจ้าของร้านเริ่มผัด พวกเราก็รีบเข้าไปถ่ายรูปทันทีเพราะเขาใช้แก๊สแรงจัด เวลาผัดนี่กลิ่นหอมไหม้ๆโชยขึ้น มาแตะจมูกก่อนเลย แถมมีควันโขมงดูน่าตื่นเต้น ที่สำคัญคือร้านนี้เขาผัดทีละไม่เกินสองจานเพื่อความประณีต และความหอมไหม้ของเส้นและส่วนผสมทั้งหลาย ผมเริ่มด้วยการคีบแต่หมี่ลองทานดูก่อน เพราะเจ้าของร้านเขา คุยว่าเส้นเขาทำเองวันต่อวันรับรองเหนียวนุ่ม ซึ่งก็จริงอย่าที่เขาคุย เส้นของร้านนี้ผัดออกมาแล้วเหนียวนุ่มเคี้ยว เพลินแค่เส้นก็อร่อยมากละ พอทานกับเครื่องผสมที่เราสั่งมาแบบรวมมิตรและกุยช่ายแล้ว ผมและคณะบอกกับ Lukkas เป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมากๆ แถมเป็นหมี่ผัดที่ทานแล้วไม่เลี่ยนเลย

ทานไปได้สักครึ่งจาน Lukkas ก็ตักเอาพริกขี้หนูดองน้ำส้มมาใส่จานผม พร้อมบอกว่าอย่างเพิ่งทานหมด ลองทาน พร้อมพริกดองดู ซึ่งพอทานด้วยกันหมี่ผัดที่ว่าอร่อยมากๆอยู่แล้วก็ยิ่งอร่อยขึ้นไปอีกอย่างน่าอะเมซิ่ง ถ้าไม่ติดว่า ร้านเล็กมากๆไม่มีที่นั่งและไม่มีห้องน้ำละก็ ผมจะต้องให้ 5 ดาวอย่างแน่นอน แต่นี่เอาไป 4 ดาวก็พอ ขอตัด คะแนนความสะดวกสบายก็แล้วกัน แต่รสชาตินี่ผมแอบให้ 6 ดาวเลยนะครับ ใครไปเที่ยวจาการ์ต้าลองตามรอยแฟนเพจของผม “Mr.AEC พากิน” ไปชิม Bakmi Kucai และ Bakmi Atu  ซึ่งอร่อยทั้งคู่คนละแบบ แต่ดูเหมือนคณะจะแอบให้คะแนนหมี่ผัดมากกว่าบะหมี่หมูแดงสักหน่อยครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow