PERSPECTIVE OF AEC – สั่งแบบมียุทธศาสตร์

0
79

ท่านผู้อ่านแปลกใจบ้างมั้นครับว่าทำไมรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่มีอำนาจพิเศษ แบบเต็มๆ และได้เข้ามาบริหารประเทศไทยได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่คนทั่วไปที่อยู่นอกรัฐบาลกลับไม่ค่อยรู้สึกว่ารัฐบาลนี้มีผลงานอย่างที่ควรจะมี ทั้งๆที่ทุกครั้งที่เราได้ดูข่าวเราก็จะได้เห็นภาพความตั้งใจของนายกฯในการจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยการสั่งการโน่นนี่นั่นอย่างเอาจริงเอาจังในการประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า

บางทีความเป็นทหารอาจจะเป็นจุดอ่อนในการบริหารประเทศ เพราะทหารนั้นโตมากับการมีระเบียบวินัย โตมากับการเชื่อฟังคำสั่ง เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งทั้งหมดแถวตรง เมื่อสิ้นคำสั่งทหารที่อยู่ในแถวทุกคนต้องยืนตรง ทหารถูกฝึกมาแบบนั้น เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งต้องทำตามอย่างไม่มีข้อกังขา ห้ามสงสัย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมากในการเป็นทหารมืออาชีพ ซึ่งเรื่องการมีวินัยแบบนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะในเวลาที่เกิดสงคราม ถ้าขืนลูกน้องถามได้ สงสัยได้ ไม่ปฏิบัติตามได้ ไปรบกับใครเขารับรองตายทั้งหมู่

แต่ในการบริหารประเทศนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง นายทหารที่เคยผ่านเข้ามาเป็นนายกฯของประเทศไทยคงรู้ซึ้ง เป็นอย่างดีว่าข้าราชการและหน่วยงานต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นหน่วยงานของรัฐบาลรวมไปถึงรัฐวิสาหกิจทั้ง หลายนั้น นายกฯอยากจะสั่งเขาเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาจะเลือกทำก็ต่อเมื่อคำสั่งนั้นตรงกับสิ่งที่เขาอยากทำหรือ มีแผนจะทำอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาไม่อยากทำ เขาก็จะหาเหตุมาอธิบายให้มันฟังดูเหมือนว่าเขาทำดีที่สุดแล้วภายใต้ ข้อจำกัดของระบบราชการ อธิบายเสร็จนายกฯก็ทำอะไรไม่ได้ละ

ลองดูสิครับ นายกฯประยุทธ์สั่งทุกอย่างที่ควรจะสั่ง เช่น สั่งให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจ สั่งให้เร่งส่งออก สั่งให้ควบคุมราคาสินค้า สั่งให้ปล่อยน้ำให้มีประสิทธิภาพ สั่งให้ ช่วยเหลือเกษตรกร สั่งให้แก้ปัญหาเรื่องการบิน สั่งๆๆ แล้วมีอะไรได้อย่างใจนายกฯบ้าง? ผมคิดว่าจนถึงปัจจุบันมีเรื่องเดียวที่ได้ดั่งใจ นายกฯและคนไทยส่วนใหญ่ก็คือเรื่องความมั่นคง การเลิกทะเลาะกันนั่นล่ะครับ นอกนั้นยังไม่ได้อะไรเลย

เรื่องนี้สะท้อน “การไร้ประสิทธิภาพของภาคราชการ” ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายประเทศเขาเคยเจอกันมาแล้วทั้งนั้น ประเทศที่ตั้งใจปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐจริงจึงจะจัดการปัญหานี้ได้ สิงคโปร์ มาเลเซีย เขาทำกันได้แล้ว อินโดนีเซียกำลังทำ แต่ช้าก่อนแค่รู้ว่าต้องปฏิรูปภาคราชการซึ่งรวมไปถึงรัฐวิสาหกิจแล้วสั่งการให้ปฏิรูป แบบที่สั่งๆเรื่องนั้นเรื่องนี้ในรูปแบบที่สั่งๆอยู่ในปัจจุบันก็จะไม่ทำให้การปฏิรูปภาคราชการสำเร็จนะครับ

เพราะถ้าแค่นายกฯสั่งๆ แล้วให้คณะใดคณะหนึ่ง ไปทำงานไปปฏิรูป แล้วเขาทำกันได้ง่ายๆ ทันที ป่านนี้ ประเทศไทยเจริญไปนานแล้วล่ะครับ เผลอๆ เป็นประเทศมหาอำนาจในโลกไปแล้ว เพราะนายกฯของไทยทุกคน ที่ผ่านมา ล้วนแต่สั่งการกันเก่งๆ ทุกคน สั่งการในทิศทางที่จะพาประเทศไทยไปเป็นมหาอำนาจโลกทั้งนั้น

การสั่งการที่ดีนั้นต้องเป็นการสั่งการที่มีกรอบมีแนวทางนโยบายให้ปฏิบัติตามแนบไปด้วย ไม่งั้นมันจะเหมือน การสั่งให้ทหารไปออกรบแล้วสั่งว่าให้เอาชนะศัตรูให้ได้ โดยไม่ให้แนวทางการเอาชนะให้ไปด้วย ทหารจะรบ ชนะมั้ยครับ? หรือสั่งง่ายๆว่ารบให้ชนะ เวลายิงพยายามยิงให้โดนศัตรูให้ได้ เวลาศัตรูยิงมาให้พยายามหลบ กระสุนให้พ้น ภาคราชการที่ไร้ประสิทธิภาพเขาไม่รู้หรอกครับว่าสิ่งที่นายกฯสั่งนั้นเขาจะต้องทำอย่างไรผล สำเร็จจึงจะเกิดขึ้น ถ้ารู้เขาก็ทำไปนานแล้ว เช่น การสั่งให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณไม่เห็นจะทำได้สักปี การเร่งรัดส่งเสริมการส่งออกก็เห็นสั่งกันจังไม่เห็นเกิดผลซักรัฐบาล ขนาดในรัฐบาลชุดนี้นายกฯซึ่งเป็นทหารสั่งรัฐมนตรีซึ่งเป็นทหารเหมือนกันก็ยังไม่เห็นสำเร็จ

แนวนโยบายปฏิบัติซึ่งเป็นนโยบายและเป็นแนวทางในการทำตามคำสั่งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสั่งงาน

ถ้าจะให้ดีเมื่อเวลาสั่งการ นอกจากแนวนโยบายปฏิบัติแล้วผู้สั่งการควรจะได้กำหนดกรอบเวลาและตัวชี้วัดไป ด้วย การสั่งการที่มีแนวนโยบายปฏิบัติควบคู่ไปด้วยในภาคราชการเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งนะครับ เพราะในการ บริหารราชการแผ่นดินนั้น ปัญหาแต่ละเรื่องของประเทศไทยเรานั้นหมักหมม สะสมและซับซ้อน เชื่อมโยงกัน ไปหมด ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาต่างๆให้สำเร็จ ภาคราชการเมืองไทยนั้นจึงต้องการการทำงานแบบบูรณาการ กันอย่างจริงจังและสมบูรณ์ แถมยังต้องทำงานกันแบบมีประสิทธิภาพอย่างสูงสุดด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ แต่ที่นายกฯคนแล้วคนเล่าสั่งการแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นก็เพราะนายกฯเหล่านั้นสั่งการแบบไร้ยุทธศาสตร์ ที่นายกฯสั่งการแบบไร้ยุทธศาสตร์ก็เพราะเมืองไทยเราไร้ยุทธศาสตร์ครับ ตรรกะง่ายๆสั้นแบบนี้ชัดเจน เข้าใจตรงกันนะครับ

ทีนี้เราลองมาช่วยนายกฯเขียนยุทธศาสตร์กันดูครับ ในการเขียนยุทธศาสตร์ที่ดีนั้น เรื่องแรกที่ต้องทำเลยและ ต้องทำแบบไม่กลัวผิดก็คือการวิเคราะห์สถานการณ์ ในการบริหารประเทศนั้น เราจะต้องวิเคราะห์ออกมาก่อนว่า จากนี้ไปอีก 20 -30 ปีข้างหน้าโลก และอาเซียนจะเป็นอย่างไรทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ภูมิอากาศ วิเคราะห์ให้ครอบคลุมเท่าที่มีข้อมูล วิเคราะห์แบบฟันธงไปเลยไม่ต้องกลัวผิด เพราะถ้าวิเคราะห์ผิดไม่ว่าจะเป็น เพราะสาเหตุอะไรเราก็มาวิเคราะห์กันใหม่ได้ และควรจะวิเคราะห์บ่อยๆเสียด้วยเพราะโลกปัจจุบันปัจจัยและ เงื่อนไขต่างๆเปลี่ยนแปลงกันอย่างรวดเร็วซะเหลือเกิน

เมื่อวิเคราะห์ได้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ เราก็ต้องมาวางตำแหน่งประเทศให้ชัดๆว่าประเทศของเรา ควรจะอยู่ตรงไหนบนแผนที่การแข่งขันของโลก ไทยจึงจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ การเลือกตำแหน่ง ประเทศนั้นจะได้มาจากการทำ SWOT ของประเทศ ตำแหน่งของประเทศที่ดีนั้นจะต้องมีความเฉพาะเจาะจง เป็น ตำแหน่งเฉพาะประเทศที่ประเทศอื่นๆ จะมาตามแบบไม่ได้มีความโดดเด่นและแตกต่าง ที่สำคัญต้อง เหมาะสม กับความเก่งของคนและประเทศ มาเลเซียและสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จได้และแซงหน้าไทยไปแล้ว ทั้งๆที่ เมื่อก่อนสามประเทศนี้ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ก็เพราะมาเลเซียและสิงคโปร์เขามีตำแหน่งประเทศที่ชัดเจนครับ นั่นหมายความว่าสองประเทศที่ว่านั้นมียุทธศาสตร์ประเทศที่ดีกว่าเรา

ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่าตำแหน่งประเทศไทยคืออะไร? น่าเศร้านะครับที่ประเทศไทยของเราไม่เคยมีตำแหน่ง ประเทศที่ชัดเจนเสียที ในอดีตที่การแข่งขันบนโลกใบนี้ยังมีอยู่น้อยเราอาจจะมองไม่เห็นผลเสียของการที่มี ตำแหน่งของประเทศไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่ แต่ในปัจจุบันที่การแข่งขันนั้นเริ่มแรงขึ้นในทุกๆด้านแถมมาพร้อม กับภาวะภัยพิบัติ โรคภัยนานาชนิด สงคราม ร้อนสงครามเย็น ผลร้ายของการที่ไทยไม่มีตำแหน่งประเทศที่ชัดเจน ก็เลยส่งผลให้เราเห็นชัดเจนมากขึ้นทุกที ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ส่งออกไม่ได้ น้ำแล้งสลับกับน้ำท่วม คุณภาพนักเรียนนักศึกษาที่ตกต่ำ คือตัวอย่างของผลร้ายครับ

เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์และรู้ว่าประเทศต้องการจะมุ่งหน้าไปทิศทางใดแล้ว คนเขียนยุทธศาสตร์ก็จะต้องเขียน แนวนโยบายปฏิบัติซึ่งจะเป็นกรอบแนวทางการทำงานเพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้ว่าใครจะต้องทำอะไรเมื่อไร และสิ่งที่เราจะทำนั้นจะไปเสริมกับสิ่งที่คนอื่นจะทำเมื่อไหร่อย่างไร แนวนโยบายปฏิบัตินั้นไม่ใช่แอ็คชั่นแพลน หรือแผนปฏิบัติการนะครับ เป็นเพียงกรอบนโยบายเพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร เมื่อแนวนโยบายปฏิบัติชัดเจนแต่ละ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะสามารถนำเอาไปเขียนเป็นแผนปฏิบัติการได้อย่าง ชัดเจนต่อไป  ทั้งการวิเคราะห์ การทำ SWOT และแนวนโยบายปฏิบัติ ทั้งสามส่วนนี้รวมกันจึงจะเป็นยุทธศาสตร์ ที่ดีแบบที่มาเลเซีย สิงคโปร์หรือประเทศที่เจริญแล้วเขาเขียนกันครับ พอไม่มียุทธศาสตร์นายกฯก็เลยสั่งการแบบไร้ยุทธศาสตร์ไปด้วย ผลงานก็เลยออกมาอย่างที่เห็นๆกัน ผมว่าใช้อำนาจพิเศษยกเครื่องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนยุทธศาสตร์ประเทศเสียทีจะดีมั้ยครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow