PERSPECTIVE OF AEC – ปราบคอร์รัปชั่นแบบเกาหลีใต้

0
73

อาทิตย์นี้ขอพาท่านผู้อ่านออกไปนอก AEC นิดนะครับ ไปเกาหลีใต้ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน +6  กัน

เพราะเมื่อปี พ.ศ. 2503 คนเกาหลีใต้มีรายได้เฉลี่ยคนละ 5,100 บาท คนไทยมีรายได้เฉลี่ยคนละ 3,300  บาทต่อปี ต่างกัน แค่ 1,800  เท่านั้นเอง แต่พอมาถึงปี พ.ศ. 2556 ขณะที่คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 188,000  บาท คนเกาหลีใต้ กลับมี รายได้สูงถึง 842,000  บาท ต่างกัน  654,000   บาท ที่เขาทำได้นอกจากจะเป็นเพราะเขามียุทธศาสตร์ ในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจนกว่าเราแล้ว อีกเรื่องที่ผมคิดว่ามีผลอย่างมากก็คือ เขาปราบคอร์รัปชั่นได้เก่งกว่าเรา ทั้งๆที่ในอดีตนั้นการคอร์รัปชั่นในเกาหลีใต้นั้นเคยหนักหนาสาหัสไม่น้อยไปกว่าในไทย

การคอร์รัปชั่นในเกาหลีใต้เริ่มพร้อมๆกับการที่ประเทศเขาได้เอกราชจากญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2491 เพราะในตอนนั้น รัฐบาลได้ยึดทรัพย์สินและโรงงานของญี่ปุ่นมาเป็นของรัฐ ใครอยากของดีราคาถูกก็ต้องวิ่งเข้าหารัฐบาล แต่คนมีสิทธิ์ก็จะมีเพียงคนที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลเท่านั้น กลุ่มธุรกิจไหนที่สายสัมพันธ์ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ ก็จะเติบใหญ่กลายเป็น “แชโบล” ซึ่งเป็นภาษาเกาหลีแปลว่า “ธุรกิจขนาดใหญ่”

ความสัมพันธ์ระหว่างแชโบลกับการเมืองจึงเป็น “ความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์” เหมือนๆกับในเมืองไทย หากใครหันไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามก็จะถูกประธานาธิบดีใช้กฎหมายปราบปรามคอร์รัปชั่นจับติดคุกหมด ดังนั้นก่อนปี พ.ศ. 2540 การปราบคอร์รัปชั่นจึงเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าที่มีเอาไว้ใช้ ปราบศัตรูทางการเมือง เท่านั้นเอง

เติบใหญ่ทางธุรกิจก็ยังไม่พอ แชโบลยังอาศัยสายสัมพันธ์ที่ดีรุกคืบเข้าไปซื้อหุ้นธนาคารที่รัฐบาลเคยถือหุ้นอยู่ ซึ่งรัฐบาลก็เต็มใจขายเพราะมีแรงกดดันจากนานาชาติให้เปิดเสรีทางการเงิน พอได้เป็นเจ้าของธนาคารด้วย แชโบลก็เลยสนุกสนานกับการเอาเงินธนาคารที่ตัวเองเป็นเจ้าของไปลงทุนแบบไม่ยั้งไม่ต้องคิดถึงต้นทุนดอกเบี้ยจนทำให้สัดส่วนหนี้ต่อสินทรัพย์ของแชโบลนั้นโตเป็นบอลลูนเลยทีเดียว และพอวิกฤติต้มยำกุ้งซึ่งเริ่มต้น จากเมืองไทยลามไปถึงเกาหลีใต้ เศรษฐกิจที่นั่นก็เลยพังพาบไปพร้อมๆกับเมืองไทยเลยทีเดียว

ตอนนั้นล่ะครับที่เกาหลีใต้เขารู้ว่าถ้าปล่อยให้มีการโกงแบบนี้ต่อไป เขาไปไม่รอดแน่ ประธานาธิบดี คิม แด จุง ก็เลยผลักดันให้การต่อต้านการคอร์รัปชั่นให้เป็นวาระแห่งชาติ และมีการออกกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่นใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างแท้จริง และได้มีการตั้ง “คณะกรรมการอิสระต่อต้าน คอร์รัปชั่นเกาหลี” หรือ “ Korea Independent Commission Against Corruption : KICAC” ซึ่งมีหน้าที่และ โครงสร้างคล้ายๆกับ ICAC  ของฮ่องกงซึ่งปราบคอร์รัปชั่นได้ดีและหลายๆประเทศได้เอารูปแบบองค์กรและ รูปแบบการทำงานไปเป็นต้นแบบใช้กันเลยทีเดียว ในปี พ.ศ. 2542 ดัชนีความโปร่งใสขององค์กรความโปร่งใส นานาชาติของเกาหลีใต้ยังได้แค่ 3.8 สูงกว่าเมืองไทยที่ได้ 3.2 อยู่ไม่มากเท่าไหร่ แต่พอหลังจากมีกฎหมาย ปราบปรามคอร์รัปชั่นใหม่และมี KICAC  คะแนนดัชนีความโปร่งใสของเกาหลีใต้เริ่มทิ้งห่างของไทย

เกาหลีใต้เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ KICAC เท่านั้น เพราะเขามองว่าการมุ่งแต่การปราบปรามคอร์รัปชั่น เพียงอย่างเดียว จะไม่ทำให้เกาหลีใต้หลุดพ้นจากปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงอุปถัมภ์ได้อย่างเด็ดขาด แต่เขามองว่าจะปราบคอร์รัปชั่น ที่ฝังรากลึกได้นั้นจะต้องสร้างระบบบริหารราชการให้โปร่งใสมี ประสิทธิภาพ และจะต้องทำให้ภาคธุรกิจและ ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสและป้องกัน การคอร์รัปชั่นให้ได้ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2551 เกาหลีใต้จึงได้เอาอีกสองหน่วยงานคือ ผู้ตรวจการรัฐสภา และคณะกรรมการรับเรื่องอุทธรณ์การบริหารงาน มารวมเข้ากับ KICAC และเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมือง” หรือ “ Anti-Corruption and Civil Rights Commission of Korea : ACRC”

ACRC  มีหน้าที่หลักๆ 4 ด้าน ซึ่งรวมเอาหน้าที่ของหน่วยงานที่มารวมกันไว้ในที่เดียวเป็น One Stop Service

คือ 1 รับร้องเรียนจากประชาชนและแก้ไขให้  2 ตัดสินคดีเกี่ยวกับบริหารราชการ 3 ปราบปรามการคอร์รัปชั่น และ 4 พัฒนาปรับปรุงกฎหมายและระบบ การทำงานของหน่วยงานองค์กรสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพียงไม่กี่ปีหลังการก่อตั้งACRC ก็ทำงานอย่างได้ผลจนทั่วโลกยกย่อง โดยเขาเน้นการเอาระบบไอทีมาช่วยให้ การทำงานขององค์กรสาธารณะสามารถบริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ที่สำคัญ  เขาใช้ระบบไอทีให้เป็นช่องทางให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้ร้องเรียนการบริการที่ไม่ดี แจ้งเบาะแสการทุจริต หรือการกระทำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัยของประชาชนและแนะนำรัฐบาลในด้านต่างๆ ที่ผมสนใจเป็นพิเศษก็คือยุทธศาสตร์ในการปราบคอร์รัปชั่นที่ผมเห็นว่าดีและเมืองไทยน่าจะเอามาใช้บ้าง

ยุทธศาสตร์แรกคือ “เกลือเป็นหนอน” การทุจริตในองค์กรสาธารณะนั้น ถ้าอยู่นอกองค์กร เราไม่มีทางรู้และไป ตามจับได้หรอกครับ คนในองค์กรต่างหากที่จะรู้และช่วยจับได้  ACRC จึงให้ความสำคัญกับการแจ้งเบาะแสของ คนในองค์กรเป็นอย่างมาก โดยเน้นที่การให้รางวัลและการคุ้มครอง ACRC แก้กฎหมายปราบปรามการทุจริตให้ ผู้แจ้งเบาะแสได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่  ถ้ามีคนในหน่วยงานใดแจ้งเบาะแส หน่วยงานนั้นโดยเฉพาะผู้บริหาร มีหน้าที่ต้องคุ้มครองผู้แจ้งในทุกกรณี หากมีการข่มขู่หรือกลั่นแกล้ง ผู้บริหารหน่วยงานนั้นไม่ว่าจะรู้เห็นเป็นใจ ด้วยหรือไม่ก็ตาม ต้องมีความผิดตามกฎหมาย มีโอกาสทั้งติดคุกและโดนปรับวงเงินสูงถึง 10,000  ดอลลาร์สหรัฐ และถ้าหน่วยงานที่ถูกแจ้งเบาะแสไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน เช่นขอเอกสารแล้วไม่ส่งให้หน่วยงานนั้น ก็จะถูกปรับในวงเงิน 10,000  ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนตัวผู้แจ้งเบาะแสนอกจากจะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่แล้ว ยังอาจได้รับรางวัลจากการแจ้งเบาะแส สูงถึง 2  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับมูลค่าของคดี

ยุทธศาสตร์ที่สอง “เชือดไก่ให้ลิงดู” หากเจ้าหน้าที่ขององค์กรสาธารณะรับสินบนหรือยักยอกทรัพย์ หากโดนจับได้ไม่ว่าวงเงินจะมากน้อยแค่ไหนหรือเพิ่งเป็นการคอร์รัปชั่นเพียงครั้งแรก ACRC เขาจะลงโทษอย่างเต็มที่ ทั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งรับเงินและเจ้าหน้าที่ซึ่งรู้เห็นเป็นใจจะโดนไล่ออกทันที แถมจะต้องโดนลงโทษทั้งปรับเงินและ โดนจับติดคุก ACRC เน้นเรื่องนี้มากไม่แพ้เรื่องอื่นๆเพราะเขารู้ดีว่าต้องเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อเป็นการส่งสัญญาณ ไปถึงคนโกงว่าอย่าแม้แต่จะคิด ทำผิดทีเดียวชีวิตพังทันที ที่โน่นเจ้าหน้าที่ของรัฐแค่ยอมให้ภาคเอกชน พาไปเลี้ยงดู ปูเสื่อ ยังต้องโดนไล่ออก ปรับและจับติดคุกเลย

ยุทธศาสตร์ที่สาม “ตัดไฟแต่ต้นลม” ACRC เขาเน้นการจัดอบรมเรื่องจริยธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ในตำแหน่ง ระดับสูงทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่และได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา เรื่องนี้ถือเป็นภาคบังคับที่เจ้าหน้าที่ ระดับสูงทุกคนต้องเข้ารับการอบรม ในอนาคต ACRC  ยังคิดจะจัดตั้งสถาบันขึ้นเป็นพิเศษเพื่อคอยให้ การศึกษาและจัดอบรมเรื่องจริยธรรมอีกด้วย เข้มงวดตอนอยู่ในตำแหน่งก็ยังไม่พอ  ACRC ยังออกกฎหมาย ป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งเกษียณแล้วออกไปทำงานกับภาคเอกชนซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน อีกด้วย ACRC จะตรวจสอบย้อนหลังไป 5 ปีก่อนการเกษียณว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนั้นๆ เคยมีอำนาจ ที่จะสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับองค์กรเอกชนที่เขากำลังจะเข้าไปทำงานได้หรือไม่ หากเกี่ยวพันหรือเอื้อ ประโยชน์ได้ เจ้าหน้าที่เกษียณผู้นั้นก็จะไม่สามารถเข้าไปทำงานกับองค์กรเอกชนนั้นได้ ถ้าหากเคยเป็นอัยการ หรือผู้พิพากษา พอเกษียณก็จะมีกฎหมายห้ามไม่ให้รับปรึกษาหรือว่าความในคดีที่เกี่ยวพันกับหน่วยงานเดิม ที่เขาเหล่านั้นเคยทำงานอยู่ด้วย เน้นจริยธรรมกันขนาดนั้นเลยทีเดียว

ดูเหมือนจะยากมากถ้าไทยเราจะทำบ้าง แต่ผมคิดว่าไม่ยาก ผมคิดว่าถ้าเกาหลีใต้ทำได้ ไทยก็ทำได้ครับ จะทำกันจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง?

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow