PERSPECTIVE OF AEC – ปฏิรูปประเทศแบบมาเลเซีย

0
86

ตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังพูดถึงการปฏิรูปประเทศ เท่าที่ผมจำได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเราคนไทยประกาศจะปฏิรูป ประเทศ แต่ที่ผ่านมาเราปฏิรูปกันแต่ปาก ซึ่งลงท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรถูกปฏิรูป ฉบับนี้ผมเลยจะขอเขียนถึงการปฏิรูปแบบมาเลเซียเพราะที่นั่นเขาทำกันได้ผลครับ

ปี พ.ศ. 2534 ตอนที่มหาเธร์เป็นนายกรัฐมนตรี เขาได้เริ่มการปฏิรูปประเทศและได้ประกาศ “วิสัยทัศน์ 2020” โดยมีเป้าหมายหลักที่จะทำให้มาเลเซียเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งรายได้เฉลี่ยของคนในประเทศต้องมีเกินคนละ 15,000 ดอลล่าร์ สหรัฐต่อปี หรือราวๆ 480,000 บาท ต้องถือว่ากล้าหาญมากนะครับเพราะตอนนั้น คนมาเลเซีย มีรายได้เฉลี่ยเพียงคนละ 79,000 บาทเท่านั้นขณะที่คนไทยเรา มีรายได้เฉลี่ยคนละ 52,000 บาท

ช่วง 20 ปีหลังจากการประกาศ “วิสัยทัศน์ 2020” เศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตเฉลี่ย 6.2 เปอร์เซ็นต์ มากกว่า AEC ที่โตเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์และมากกว่าไทยที่โตเฉลี่ยแค่ 4.5 เปอร์เซ็นต์ วันนี้คนมาเลเซียมีรายได้เฉลี่ยคนละ 311,000 บาทส่วนคนไทยมีรายได้เฉลี่ยคนละ 164,000 บาท

แต่เพราะมาเลเซียมีเป้าหมายที่ชัดเจน เขาก็เลยรู้ว่าการที่เขาโตเฉลี่ยแค่ 6.2 เปอร์เซ็นต์ นั้นยัง “ไม่ดีพอ” นายกฯ นาจิ๊บ ราซัค เลยประกาศที่จะปฏิรูปประเทศ รอบสองในปี 2553 ที่เรียกว่า “ ONE MALAYSIA” เพียงแค่ 3 ปีหลังการปฏิรูปครั้งใหม่นี้ตอนนี้มาเลเซียเขามั่นใจว่าประเทศเขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ภายในปีพ.ศ. 2561 สองปีก่อนกำหนด

“ ONE MALAYSIA” นั้นเป็นการปฏิรูปสองเรื่องใหญ่ๆ คือ หนึ่งปฏิรูปการบริหารจัดการประเทศและ สองปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่เขาทำสำเร็จได้ก็เพราะในการปฏิรูปนั้นเขามี 8 ขั้นตอนสำคัญที่ไทยเราไม่เคยทำครับ

ขั้นตอนที่หนึ่งมาเลเซียเขาจะทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศว่ามีความเดือดร้อน เรื่องอะไร กันบ้าง อยากให้รัฐบาลปฏิรูปอะไรบ้าง พอได้ผลการสำรวจแล้วรัฐบาลเขาก็เอามา “เรียงลำดับความสำคัญ” ว่าอะไรสำคัญมากสำคัญน้อย แล้วก็เอาเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ ครม.รับรอง และประกาศเป็น “ทิศทางยุทธศาสตร์” ในการพัฒนาประเทศ

การสำรวจความคิดเห็นของคนทั้งประเทศนั้นเป็นการสะท้อนว่ารัฐบาลมาเลเซียเขาให้ความสำคัญ กับประชาชน ตั้งจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเลยทีเดียว และเมื่อสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องที่จะปฏิรูปก็เลยไม่ได้มีแต่เรื่อง ใหญ่ๆเท่านั้นแต่จะรวมไปถึงเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยในความคิดเห็นของคนใหญ่คนโต แต่เป็นเรื่องใหญ่ ในความรู้สึกของประชาชน การปฏิรูปก็เลยครอบคลุมตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ เช่นการปราบปรามคอร์รัปชั่น และเล็ก จนลงไปถึงเรื่องการลดค่าครองชีพที่ประชาชนคิดว่ามันสูงเกินไปแล้ว

ขั้นตอนที่สอง มาเลเซียเขาก็จะเอาเรื่องที่จะปฏิรูปทั้งหมดมาเข้า “แล็บ” ที่เขาไปเชิญผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆมา นั่งระดมสมองกันว่าเรื่องที่จะปฏิรูปนั้นจะต้องทำอย่างไรถึงจะปฏิรูปได้สำเร็จ ถ้าหากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่อง ที่ต่างประเทศทำได้ดี เขาก็จะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเข้าแล็บด้วย ถ้าหากจำเป็นต้องไปดูงาน เช่นเรื่อง การจะปฏิรูปการปราบปรามอาชญากรรม มาเลเซียเขาก็ส่งคน ไปเรียนรู้การทำงานของตำรวจนิวยอร์คที่ถือว่า เป็นตำรวจที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก และเอาระบบไอทีของตำรวจนิวยอร์คกลับมาใช้ในมาเลเซียอีกด้วย

ขั้นตอนที่สาม เมื่อได้ข้อสรุปของผู้เชี่ยวชาญจาก “แล็บ” แล้วมาเลเซียจะเอามาให้ “ประชาชน” ได้รับรู้ วิพากษ์วิจารณ์และเพิ่มเติมแนวทางในการปฏิรูปอีกด้วย ขั้นตอนนี้เขา เรียก “ OPEN DAY” ครับ ขั้นตอนนี้เขาให้ความสำคัญมากและ เปิดกว้างสำหรับใครก็ได้ที่สนใจจะร่วมแสดง ความเห็น ซึ่งประชาชน สามารถมาแสดงความเห็นด้วยตัวเองหรืออาจจะส่งความเห็นมาทางอีเมลล์ SMS หรือ ทางอื่นๆ ที่ประชาชน สะดวก “เวลา” ที่มาเลเซียเขาให้กับขั้นตอนนี้ก็เต็มที่เลยครับ แต่ละเรื่องใช้เวลากันหลายรอบ แต่ละรอบใช้เวลา กันสองสามวันเต็มๆเลยทีเดียว

ขั้นตอนที่สี่นี่เป็นข้อที่ทำให้การปฏิรูปแบบมาเลเซียเขามี TRANSPARENCY และ ACCOUNTABILITY ซึ่งเมืองไทยเราไม่เคยมีครับเพราะเป็นขั้นตอนที่เขาจะเขียน “โรดแม็บ” ซึ่งจะเขียนไว้ชัดเจนเลยว่าในแต่ละเรื่อง ที่จะปฏิรูปนั้น มีขั้นตอนการปฏิรูปอย่างไร ในขั้นตอนไหนใครต้องทำอะไร เมื่อขั้นตอนชัดเจน ความโปร่งใสก็เกิด และเมื่อรู้ว่าใครต้องทำอะไรตอนไหน ACCOUNTABILITY ก็เลยมี

ขั้นตอนที่ห้า คือขั้นตอนของการกำหนด KPI ซึ่งเขาจะเขียนไว้เป็นลำดับขั้น เริ่มตั้งแต่ KPI ระดับชาติว่าเรื่องที่จะ ปฏิรูปนั้นเขาจะวัด KPI ได้อย่างไร แล้วก็ค่อยๆแตกย่อยลงมาเป็น KPI ระดับรัฐมนตรี KPI ระดับปลัดกระทรวง ระดับอธิบดีและตำแหน่งที่รองๆลงมา นอกจากจะมี KPI สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องแล้ว จุดเด่นของ KPI มาเลเซีย ก็คือ KPI ที่ตั้งนั้นถ้าคนที่รับผิดชอบทำตามขั้นตอนและบรรลุ KPI แล้ว การบรรลุ KPI นั้นจะต้องส่งผลให้ การปฏิรูปสำเร็จได้ตามเป้าหมายจริง ไม่ใช่ทำงานบรรลุ KPI แต่ผลงานไม่บรรลุเป้าหมาย

KPI ของรัฐมนตรีจะถูกส่งตรงผ่านแท็บเบล็ต ไปยังตัวรัฐมนตรีแต่ละคนในเย็นวันศุกร์ เพื่อที่รัฐมนตรีแต่ละคน จะได้รู้ว่างานในความรับผิดชอบของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร เมื่อถึงเวลานายกฯ ก็จะได้เรียกรัฐมนตรีมาคุยกัน เป็นรายคนว่าทำไมผลงานจึงเป็นเช่นนั้นพร้อมๆกับซีอีโอของหน่วยงาน ที่คอยกำกับติดตามและประเมินผล การปฏิรูปที่ชื่อว่า “PEMANDU”

ภาครัฐของไทยก็มีการตั้ง KPI นะครับ แต่ว่า KPI แบบไทยๆนั้นจะไม่ทำให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย เช่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการส่งออก KPI ของเขาจะอยู่ที่จำนวนครั้งของการจัดงาน แสดงสินค้าหรือจำนวนครั้งของการเดินทางไปเจรจาการค้า แต่เขาจะไม่เอาตัวเลขการส่งอกมาตั้งเป็น KPI เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หน่วยงานราชการไทยแม้ผลงานจะไม่ดีแต่ KPI ผ่าน

ขั้นตอนที่หก คือเมื่อเริ่มมีการปฏิรูป ผลการปฏิรูปจะถูกตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะชน อย่างเปิดเผยและโปร่งใส ว่าการปฏิรูปแต่ละขั้นตอนได้เดินหน้าตามกำหนดเวลาหรือไม่อย่างไร ผลงานเป็นไปตาม “โรดแม็บ” หรือไม่

ขั้นตอนที่เจ็ด มาเลเซียเขาจะไปเชิญผู้ตรวจสอบหรือออดิทเตอร์จาก “ต่างประเทศ” มา “ตรวจสอบ” ว่า KPI ที่ออกมานั้นเป็นตัวเลขและผลงานจริงหรือไม่และจะเป็นผลงานที่นำไปสู่ความสำเร็จของการ ปฏิรูปได้จริงตามเป้าหมายหรือไม่

ขั้นตอนที่แปด พอครบรอบปีของการปฏิรูป รัฐบาลเขาจะจัดทำเป็นรายงาน ประจำปีทั้งที่เป็นรูปเล่มและ จัดทำเป็น eReport ในเว็ปไซท์ของ PEMANDU รายงานประจำปีนี้เขาทำแบบ ละเอียดยิบและครบถ้วน เลยนะครับว่าการปฏิรูปแต่ละเรื่องที่ตั้งเอาไว้ อะไรคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน แต่ละเรื่องมีตัวเลขกำกับชัดเจน ว่าตั้งเป้าไว้เท่าไหร่ ปฏิรูปไปได้เท่าไหร่ สอบผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่รายงานกันแบบนามธรรมและลอยๆนะครับ

เห็นขั้นตอนการปฏิรูปของมาเลเซียที่ปฏิรูปอย่างได้ผลสำเร็จจริง ก็คงพอจะนึกออกแล้วนะครับว่า ทำไมผมถึงบอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นคอลัมน์ว่าไทยเราชอบปฏิรูปกันแต่ปาก

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow