PERSPECTIVE OF AEC – ทางรอดปี 2559

0
132

เริ่มต้นปีพ.ศ. 2559  มาได้เพียงสามเดือน โลกเราก็มีเรื่องให้น่าติดตามได้มากมาย แถมส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องในภูมิภาคเราซึ่งส่งผลกระทบมายังไทยเกือบทุกเรื่อง ผมเลยจะขอเขียนถึงเรื่องนี้หน่อยนะครับ 

เรื่องแรกที่ต้องติดตามดูให้ดีก็คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและละเอียดอ่อนมากกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์กันไว้ เรื่องที่จะเป็นเรื่องใหญ่จากนี้ไปคือเรื่องผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันตกต่ำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ หลายๆประเทศเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติหนี้สาธารณะในหลายประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นหลักได้ อาทิ บราซิล เวเนซูเอล่า ซึ่งรวมไปถึงรัสเซียด้วย นอกจากนี้สิ่งที่ทุกคนมองข้ามแต่วันนี้กำลังจะส่งผลกระทบ อย่างใหญ่หลวงก็คือพวกบริษัทน้ำมันทั้งหลายที่ไปกู้เงินธนาคารมาลงทุนสำรวจขุดเจาะน้ำมันเอาออกมาขาย พอวันนี้ราคาน้ำมันตกต่ำมากผิดจากที่คาดการณ์กันเอาไว้ก็เลยทำให้บริษัทเหล่านี้ขาดทุนไปตามๆ กัน เมื่อขาดทุน ก็ไม่มีเงินชำระหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ธนาคารทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารในยุโรปที่เป็นเจ้าหนี้ก็เลย ต้องเผชิญความเสี่ยงกับการล้มละลายไปด้วย

สองเรื่องนี้แหล่ะครับที่เป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง ที่ทำให้ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และสถาบัน ต่างๆ ต้องออกมาลดการคาดการณ์การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ ลงไปตามๆกัน เมื่อ เศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ ชะลอตัวก็ย่อมจะส่งผลให้ประเทศเหล่านั้นมีกำลังซื้อลดลง ทำให้ไทยเราส่งออก ได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าปัจจุบันเราจะคิดว่าส่งออกได้ยากเต็มทีแล้วก็ตาม

ส่วนเรื่องการชะลอตัวของจีนที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะสหรัฐฯที่ขยันวิพากษ์วิจารณ์จีนมากเป็นพิเศษว่าเศรษฐกิจจีน มีปัญหามากกว่าที่คิด แถมยังกล่าวหาจีนว่าแต่งตัวเลขทางเศรษฐกิจให้ดูดีเกินจริง ส่งผลให้บรรดากองทุนการเงิน ทั้งหลายเริ่มออกมาเล่นเกมการเงินกับเกมถล่มหุ้นกับจีนกันเป็นการใหญ่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปั่นป่วนไปพัก หนึ่งเหมือนกันก่อนที่จีนจะตั้งตัวได้ในที่สุด

เรื่องเศรษฐกิจจีนนี่ผมมองต่างออกไปเลยนะครับ การที่เศรษฐกิจจีนโตได้ 6 เปอร์เซ็นต์เศษๆ ไม่ว่าตัวเลขนี้จะ เป็นตัวเลขที่ตกแต่งหรือก็ตาม ผมเองกลับมองว่าเหมาะสมกับช่วงนี้ที่จีนต้องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายในของเขาเองจากการพึ่งพาการผลิตเพื่อการส่งเป็นหลักให้กระจายไปพึ่งพาอุตสาหกรรมบริการและการ บริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น กำลังซื้อของคนจีนยังมีมากมายเหลือเฟือนะครับ ดูจากการจับจ่ายใช้สอยของ คนจีนในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาที่เติบโตขึ้นอย่างมากในทุกด้านเป็นตัวอย่างก็ได้ หรือจะเป็นเรื่องการที่ธุรกิจภายใน ประเทศจีนโดยเฉพาะธุรกิจด้านกินดื่มเที่ยวที่ชะลอตัวอย่างมาก เนื่องจากนโยบายการปราบคอร์รัปชั่นอย่าง จริงจังของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ทำให้ธุรกิจและข้าราชการที่เคยใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชั่น อย่างสุขสบายต้องหยุดการใช้จ่ายลงอย่างเด็ดขาด  แม้ว่าจะกระทบธุรกิจภาคนี้อย่างรุนแรงแต่ในระยะยาว การปราบคอร์รัปชั่นลงได้ย่อมจะส่งผลดีอย่างยั่งยืนกับจีนเสียด้วยซ้ำไป

ด้วยเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้นผมเลยไม่ค่อยห่วงจีน แต่ออกจะรู้สึกขำๆด้วยซ้ำไปที่หลายประเทศรวมถึงสหรัฐ ที่ชอบชี้นิ้วโทษจีนว่าที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงกว่าที่คาดก็เพราะเศรษฐกิจจีนโตน้อยลง นี่ขนาดเศรษฐกิจจีน เขาโตมากกว่าโลกและสหรัฐ 2 เท่านะครับยังโดนว่า น่าขำจริงๆ ที่น่าสนใจก็คือแทนที่จีนจะเสียเวลาหันมาโต้ คารมเรื่องที่โดนชี้นิ้วกล่าวหา จีนกลับไม่สนแต่กลับเดินหน้าเจรจาสานสัมพันธ์ธุรกิจกับประเทศต่างๆ อย่าง ขะมักเขม้น ผู้นำจีนหลายระดับโดยเฉพาะประธานาธิบดีกับนายกฯ ต่างเดินสายไปเจรจาร่วมมือ ร่วมลงทุนในโครงการใหญ่ๆเช่นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่างๆซึ่งไม่ใช่เฉพาะประเทศใน AEC เท่านั้นนะครับ แต่ยังเลยไปถึงรัสเซีย เอเชีย แอฟริกาและยุโรปอีกด้วย ประมาณว่าใครจะว่าอย่างไร ฉันไม่สน ฉันสนแต่การค้าการลงทุนอย่างเดียว และด้วยเงินตราสำรองที่จีนมีมากที่สุดในโลก ทำให้ทุกโครงการที่จีนคิด อยากจะทำสามารถทำให้เกิดได้จริงทั้งสิ้น ขอให้เป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ร่วมกันละก็เรื่องเงินไม่ต้องห่วง

และที่พอจะทำให้เราตื่นเต้นขึ้นมาอีกเรื่องก็คือเศรษฐกิจอินเดียครับ เพราะยักษ์หลับอย่างอินเดียตอนนี้ตื่นละครับ จากนี้ไปเศรษฐกิจอินเดียภายใต้การนำของนายกฯโมดี นี่จะเติบโตสูงติดอันดับต้นๆของโลก จะเป็นแรงช่วยขับ เคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้บ้างแม้จะช่วยได้ไม่มากเท่ากับจีนเพราะขนาดเศรษฐกิจอินเดียเล็กกว่าจีนมากพอสมควรก็ตาม จับตามองให้ดีเถอะครับจากนี้ไปเราจะเห็นอินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดและจะเป็นที่พึ่งพิงได้อย่างสำคัญ อีกประเทศหนึ่งของ AEC ได้ดีทีเดียว ส่วนเศรษฐกิจของประเทศใน  AEC และในอาเซียนบวกหก นั้นเกือบทั้ง หมดยกเว้นบรูไนกับญี่ปุ่นก็ยังจะเติบโตอย่างสบายๆ คนป่วยรายใหม่ของเอเชียอย่างไทยก็ดูให้ดีแล้วกันว่าใน ระยะสั้นจะเกาะไปกับใครได้บ้าง ส่วนในระยะยาวก็ดูประเทศที่เขาทำได้ดีหน่อยว่าเขาบริหารประเทศกันอย่างไร ทำไมเขาทำกันได้ดีกว่าเรา

ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย นั้นก็คงจะมีขึ้นๆลงตาม ภาวะการเมืองโลก ล่าสุดในการประชุมสุดยอดอาเซียนสหรัฐ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในสหรัฐนั้น ประธานาธิบดีโอบามา ก็ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนมากกว่าจะอยู่ข้างประเทศอาเซียนในการขัดขวางไม่ให้จีนเข้ามา ล้ำน่านน้ำสากลในทะเลจีนใต้ไปมากกว่านี้ ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ย่อมจะทำให้จีนไม่กล้าทำอะไรที่บุ่มบ่าม มากจนเกินไป ซึ่งก็จะทำให้ความขัดแย้งไม่บานปลายไปมากกว่านี้จนกระทบความมั่นคงในภูมิภาค และถ้า สมาชิกอาเซียนเล่นให้เป็น รู้จักสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับพี่ใหญ่จีนที่อยู่ใกล้กับมหาอำนาจสหรัฐฯ ที่อยู่ไกลเป็น ผมว่าภูมิภาคนี้ก็จะไม่เกิดปัญหาเรื่องความมั่นคงมาก อย่างที่หลายฝ่ายกลัว

ถ้าอ่านเกมการเมืองของจีนในภูมิภาคนี้ให้ดีๆ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าสนใจมากในเวียดนาม และสปป.ลาว ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งคู่เหมือนจีน สองประเทศนี้ผู้มีอำนาจสูงสุด ในการบริหารประเทศคือพรรคคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์ระดับสูงของทั้ง สองประเทศในช่วงต้นปีที่เพิ่งผ่านไป ปรากฎว่าผู้บริหารพรรคที่ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงๆ โดยเฉพาะตำแหน่ง สูงสุดในพรรคคือตำแหน่งเลขาธิการพรรคของทั้งสองประเทศนั้นคนที่ได้เป็นก็คือคนที่มี “ใจ” ให้กับจีนอย่าง ชัดเจน โดยเฉพาะในเวียดนามนายกฯเหงียน ตั๊น หยง นักปฏิรูปคนสำคัญซึ่งดูเหมือนจะมี “ใจ” ให้กับสหรัฐฯ มากกว่าจีน ที่ในตอนแรกมีข่าวว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคแทนเลขาฯคนปัจจุบัน เหงียน พู้ ทจ๋อง ซึ่งมีใจ ให้กับจีนมากกว่า พอเอาเข้าจริงปรากฎว่านอกจากจะไม่ได้ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค แล้วเขายังโดนเด้งหลุดจาก วงจรอำนาจ อดเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคคอมมิวนิสต์พร้อมกับพรรคพวกอีกสองสามคนเสียอีก นั่นแสดงว่าไม่ว่าข่าวที่ออกมาจะทำให้หลายฝ่ายคิดว่าสปป.ลาวกับเวียดนามกำลังมีข้อขัดแย้งกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับพรรคคอมมิวนิสต์และยังสามารถ รักษาอิทธิพลที่มีต่อสองประเทศนี้ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเกินกว่าที่หลายฝ่ายจะคาดถึง

โดยสรุปผมมองว่าภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ เราพอเห็นภาพรู้สาเหตุและพอคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จากนี้ไป AEC ยังจะต้องพึ่งพาจีนมากอยู่เหมือนเดิม อินเดียจะเริ่มมีบทบาทเด่นชัดมากขึ้น ประเทศใน AEC จะเติบโตดีทุกประเทศ ดังนั้นหากไทยเรามองให้ออกว่าเพื่อนใน AEC และอาเซียนบวกหกนี่แหล่ะที่จะช่วยเราได้ อย่างแท้จริง ขอเพียงแค่ไทยเราเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศให้ชัดเจน และปรับทัศนคติที่มีต่อเพื่อนบ้านโดย เฉพาะกลุ่ม CLMV  ให้เป็นทัศนคติที่ดีให้ได้ และแค่ยื่นมือออกไปจับกับเขาอย่างจริงใจ แค่นี้ไทยเราก็รอด แล้วล่ะครับ 

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow