PERSPECTIVE OF AEC – ตรวจสุขภาพประเทศไทย

0
149

ช่วงนี้มีแต่คนพูดเรื่องการเตรียมตัวเข้าสู่ AEC กันมากเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะใกล้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เต็มที ถึงแม้ผมจะย้ำอยู่เสมอๆว่า AEC โดยตัวเองนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจเท่า ASEAN+6 ที่อาเซียน รวมเอาประเทศคู่ค้าอีก 6 ประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย เมื่อรวมกันแล้ว จะมีคนรวมกันราวๆครึ่งโลกคือ 3,400 ล้านคน และ GDP อีกราวๆ 702 ล้านล้านบาทคิดเป็น 28% ของ GDP โลก ประเทศที่เหลืออีกร้อยกว่าประเทศที่อยากจะมาลงทุนในภูมิภาคนี้ ก็เพราะความเป็น ASEAN+6 นี่แหล่ะครับ ผมเลยจะขอทำตัวเป็นหมอขอเช็คสุขภาพประเทศไทยหน่อยว่าเราพร้อมจะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในการดึงดูดเขาเข้ามาลงทุนในไทยมากแค่ไหน

เริ่มต้นกันที่ชีพจรประเทศก่อนเลย  5 ปีที่ผ่านมาชีพจรประเทศไทยอ่อน เต็มทีนะครับ เพราะเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.9%  เท่านั้น ต่ำที่สุดใน AEC ส่วนในปี 2557 นี้เศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตไม่เกิน 1.5%  ต่ำที่สุดอีกเหมือนเดิม นี่ขนาดห้าปีที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลต่างทุ่มเทงบประมาณลงไปทั้งเอาใจ ประชาชนทั้งอัดฉีดเศรษฐกิจกันน่าดู การที่เศรษฐกิจเติบโตน้อยก็ย่อมจะทำให้จัดเก็บภาษีได้น้อยลง รัฐบาลก็ จะมีเงินเหลือไปลงทุนพัฒนาประเทศน้อยลง เหมือนๆ กับกำลังซื้อและงบลงทุนของภาคเอกชนที่จะน้อยลงตาม ไปด้วย เห็นแล้วนะครับว่าชีพจรประเทศไทยอ่อนเต็มที

จากชีพจรไปตรวจสมองกันดูหน่อยนะครับ แม้ว่าไทยเราจะเป็นประเทศที่ใช้เงินเพื่อการศึกษาต่อ GDP สูงเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองก็แค่ประเทศ กาน่าเท่านั้น แต่เมื่อวัดความสามารถเปรียบเทียบกัน เด็กไทยเราอยู่อันดับท้ายๆของการทดสอบ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ สมองเราแย่เต็มที

เมื่อไปตรวจสายตา เราก็จะพบว่าไทยเรานี่สายตานอกจากจะสั้นมากๆแล้วยังสายตาเอียงอีกด้วยนะครับเพราะจน ถึงวันนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่อ่านแล้วทำได้ทำให้ประเทศพัฒนาได้จริงๆเหมือนประเทศอื่นๆลองดู ยุทธศาสตร์ของมาเลเซียก็ได้ครับเมื่อ 30 ปีที่แล้วรายได้คนมาเลเซียมากกว่าคนไทยแค่ 2,000 บาทแต่มาวันนี้ คนมาเลเซียเขามีรายได้มากกว่าคนไทย 160,000 บาทหรือถ้าไปดูยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ จะยิ่งน่าตกใจเพราะ ด้วยยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของเขาทำให้รายได้ของคนสิงคโปร์วันนี้มากกว่าคนไทยเกือบๆ 1,600,000 บาท  จากที่เคยมากกว่าคนไทยแค่ 3,500  ในปี 2508

มาตรวจแขนขากันหน่อยดีกว่าว่าแขนขาของไทยเรามีแรงพอจะทำงานทำการสู้คนอื่นเขาไหวหรือเปล่า? ผลปรากฎว่าจนป่านนี้รัฐบาลไทยยังไม่เข้าใจว่า แขนขาที่ผมเปรียบเป็นโครงสร้างพื้นฐานนั้นไม่ได้หมายถึง เฉพาะถนนหนทางหรือรางรถไฟเท่านั้น แต่คำว่าโครงสร้างพื้นฐานนั้นทั่วโลกเขายังหมายความรวมถึง โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย พอไม่เข้าใจรัฐบาล ไทยก็เลยละเลยการลงทุนในทั้ง 4 ด้านนี้ โครงสร้างพื้นฐานทั้ง 4 ด้านนี้ของไทยเราก็เลยมีพัฒนาการค่อนข้าง ล้าหลัง แขนขาเราก็เลยไม่ค่อยมีแรง

มือของเราล่ะครับเป็นอย่างไรบ้าง? ผมใช้ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติมาวัด ความสะอาดของมือเพื่อจะดูว่าจะมีนักลงทุนชาติไหนอยากจะมาจับมือกับเรามั่ง ปรากฎว่ามือของไทยที่ปีที่แล้ว ก็ว่าสกปรกแล้ว มาปีนี้องค์กรความโปร่งใสนานาชาติเขาวัดออกมาแล้วว่ามือเราสกปรกมากขึ้น คะแนนความ โปร่งใสลดลงเหลือเพียง 35 คะแนนเต็ม 100 ได้อันดับที่ 102 แพ้ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซียและฟิลิปปินส์ พอมือเราสกปรก ประเทศต่างๆ ที่เขาอยากจะมาจับมืออยากจะมาลงทุนในไทยก็ต้องคิดมากใชมั้ยครับ

สุขภาพอ่อนแอทุกด้านอย่างนี้จะเดินหรือทำงานตัวเปล่าๆก็ยังยาก แต่นี่หลังของไทยเรายังต้องแบกคนสูงอายุ ไว้อีก 8 ล้านคนเศษและจะเพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านคนในอีก 20 ปีข้างหน้ามากเป็นอันดับสองของ AEC คนสูงอายุมี จำนวนมากก็หมายความว่าภาระของรัฐบาลในการดูแลคนเหล่านี้จะสูงขึ้นไปด้วยขณะที่คนทำงานเสียภาษีก็จะมีจำนวนน้อยลง สุขภาพแบบนี้เราต้องการอาหารบำรุงชั้นดี แต่อาหารบำรุงที่เราทานคือการจัดเก็บภาษี รายได้จาก การส่งออกและการท่องเที่ยวก็เป็นอาหารที่มีสารอาหารน้อยเหลือเกิน เพราะประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีของไทยเราค่อนข้างต่ำ การส่งออกเติบโตน้อยมากปีที่แล้วก็ติดลบ การท่องเที่ยวที่ตอนนี้ดีอยู่อย่างเดียวจากนักท่องเที่ยว ชาวจีน ก็ช่วยไม่ได้มากและไม่รู้จะดีไปได้อีกนานเท่าไหร่?

ทางออกของประเทศไทยตอนนี้ที่ต้องทำทันทีคือต้องรีบไปตัดแว่นโดยด่วนครับ คนเราหากตาสั้นและเอียงหาก ไม่หาแว่นดีๆ ใส่มีหวัง ปวดหัวตายครับ แว่นของผมคือการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศให้ชัดเจน การมีตำแหน่ง ของประเทศชัดเจนไม่ใช่เขียนกว้างๆ ว่าไทยจะเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความเสมอภาคและเป็นธรรมอย่างเช่นปัจจุบัน ตำแหน่งประเทศที่ดีต้องชัดเจนเช่นสิงคโปร์เขาเป็นศูนย์กลาง AEC อยู่แล้ว วันนี้เขาเลยวางตำแหน่งให้เป็นประเทศศูนย์กลางการค้าเสรีของโลกยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งเลย

นอกจากตำแหน่งประเทศที่ดีแล้ว ไทยเรายังต้องการยุทธศาสตร์ที่ดีอีกด้วยซึ่งเมื่ออ่านแล้วคนที่ทำงานและ หน่วยงานต่างๆ จะรู้ได้ทันที ว่าตัวเองต้องทำอะไร อย่างไร เมื่อไหร่ และสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นจะไปส่งเสริม หรือสอดคล้องกับสิ่งที่คนอื่นจะต้องทำอย่างไร? ยุทธศาสตร์แบบนี้เป็นจุดอ่อนที่สุดของประเทศไทยเลยเพราะ เราไม่เคยมียุทธศาสตร์แบบนี้ ผมอยากให้ไปดูยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือเกาหลีใต้ สามประเทศที่ว่านี้ เมื่อก่อนระดับการพัฒนาของ ประเทศและรายได้เฉลี่ยของประชากรไม่ได้แตกต่างจากประเทศไทยเรามากนัก แต่มาวันนี้เขาทิ้งห่างเราไปไกลมากแล้ว เหตุผลสำคัญก็คือทั้งสามประเทศนี้เขามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนนั่นเอง

แผนฯ11 ซึ่งควรจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนแต่กลับเขียนไว้กว้างๆ ลอยๆ เบลอๆ ขนาดที่เรียกว่าใครที่มาเป็น รัฐบาลจะเข็นโครงการประชานิยม โครงการไทยเข้มแข็ง รถไฟความเร็วสูงหรือความเร็วต่ำ สินค้าเกษตรจะจำนำ หรือประกันรายได้ ก็สอดคล้องกับแผนฯ11 ไปเสียทั้งหมด เป็นหลักฐานมัดตัวสภาพัฒน์ฯ ว่าแผนฯ11 ไม่ใช่ ยุทธศาสตร์ที่ดี

เมื่อมียุทธศาสตร์ที่ดีการบำรุงสมองที่แย่หรือการจัดการศึกษาเราก็จะรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ผมไม่อยากจะแนะนำ ให้ไปดูการจัดการศึกษาของเวียดนามที่วันนี้คุณภาพนักเรียนนักศึกษาเขาเหนือกว่าของไทยเราแล้ว แต่ขอแนะนำ ให้ไปดูแผนการจัดการศึกษาของประเทศที่วันนี้ เขาสามารถแข่งขันด้วยนวัตกรรม เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ว่าเขาจัดการเรียนการสอนกันอย่างไร ทำไมเด็กที่จบมาจึงมีคุณภาพมีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และมีวินัย หรือจะไปดูการปฏิรูปการศึกษาของ มาเลเซียในโครงการ 1 Malaysia ก็ได้เพราะเขาระบุวิธีการและมี KPI ที่ชัดเจน น่าจะเอามาเป็นตัวอย่าง

ประเทศไทยเราในอดีตที่เคยมุ่งลงทุนแต่การสร้างถนนมายาวนาน วันนี้เราก็จะมุ่งสร้างทาง รถไฟอีกเพราะเราคิด ได้แค่ว่าถ้ามีทางรถไฟแล้วไทยเราจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ได้ แต่เพราะสมองไม่ดี เราก็เลยคิดไม่ออกว่าถ้า ประเทศมีแต่ถนนและรางรถไฟต่อให้ดีแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าคนไม่มีคุณภาพ ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีต่ำ สุขภาพคนแย่ สิ่งแวดล้อมก็ไม่ดี นักลงทุนที่ไหนเขาจะมาลงทุนในไทย

การตัดแว่นให้ประเทศไทยนี่ก็เหมือนกับการตัดแว่นตามร้านขายแว่นนะครับ ต้องอาศัยมืออาชีพถึงจะวัดสายตา ได้ แม่นยำและตัดเลนส์ได้ดี การเขียนยุทธศาสตร์ประเทศก็เหมือนกัน เราเลยเวลาลองผิดลองถูกมานานแล้ว ผมว่าถึงเวลาที่เราต้องไปดูยุทธศาสตร์ประเทศอื่นว่าเขาเขียนกันอย่างไร เขาพัฒนาประเทศกันอย่างไรจึงประสบ ความสำเร็จ และก็ประยุกต์มาใช้กับประเทศเรา ผมว่าเอาแบบนี้จะดีกว่ามั้ยครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow