Amazing AEC – ไหว้พระแบบเมียนมา

0
88

ที่เมียนมามีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนเมียนมาคิดว่าในชั่วชีวิตของเขาจะต้องหาโอกาสไปไหว้ให้ได้อยู่ 5 แห่งด้วยกัน ซึ่งเขาเรียกว่า 5 มหาบูชา ซึ่งได้แก่ หนึ่ง มหาเจดีย์ชเวดะโก่ง หรือที่คนไทยเรียก ชเวดากอง ที่หยั่นโกว่น (ย่างกุ้ง)                             
สอง ชเวหม่อดอ หรือที่คนไทย เรียกพระธาตุมุเตา ที่ฮันด่ะว่ะดิหรือหงสาวดี ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบะโก (พะโค)                       
สาม ไจ้ทีโย ที่คนไทยเรียกพระธาตุอินทร์แขวน ที่เมืองสะเทิมหรือตะนาว
สี่ พระมหามัยมุนี ที่มัณฑะเลย์
ห้า ชเวสิโก่ง ที่คนไทยเรียก ชเวสิกอง ที่พุกามหรือชื่อใหม่ บะกัน

ถ้าได้ไปที่มหาบูชาทั้ง 5 ที่นี้เราจะเห็นคนเมียนมาทุกเพศทุกวัยเต็มไปหมด เพราะคนเมียนมานั้นเป็นคนที่เคร่งในศาสนา และชอบไปวัดไปไหว้พระธาตุอย่างมาก ทุกพระธาตุหรือเจดีย์ทุกเมืองมักจะมีตำนานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าเสมอๆ เช่นที่เมืองฮันด่ะว่ะดิ (หงสาวดี) นั้น เขาก็จะมีตำนานเล่ากันเอาไว้ว่า เดิมทีที่ตรงนี้เป็นแต่พื้นน้ำเกือบทั้งหมด วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านพร้อมพระอรหันต์ 500 รูป ขณะนั้นปรากฏว่ามีหงส์อยู่คู่หนึ่งต้องการที่จะถวายสักการะพระพุทธเจ้า แต่เนื่องจากมีพื้นดินกว้างพอแค่หงส์ตัวเดียวเท่านั้นที่จะเกาะได้ หงส์ตัวผู้จึงเกาะบนพื้นดินเล็กๆ ตรงนั้นแล้วให้หงส์ตัวเมีย เกาะบนหลัง แล้วหงส์ทั้งคู่ก็ถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงสรวลและตรัสว่า อีก หน่อยที่ตรงนี้จะกลายเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่และจะมีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่สองพระองค์มาประทับ จึงทรงตั้งชื่อเมืองนี้ว่า ฮันด่ะว่ะดิ ปัจจุบันเมืองนี้จึงมีสัญลักษณ์เป็นหงส์คู่ มีตัวเมียเกาะหลังตัวผู้อยู่ ทุกสถานที่สำคัญทางศาสนาในเมียนมา มักจะมีตำนานเช่นนี้เสมอ หากได้ไปลองถามคนท้องถิ่นดูนะครับน่าสนใจทีเดียว

เวลาคนเมียนมาไปสักการะพระธาตุทั้งหลาย เขามักจะสรงน้ำพระและเทพประจำวันเกิด และปิดท้ายด้วยสัตว์ประจำวัน นักษัตร แต่สัตว์ประจำนักษัตรของเมียนมาไม่เหมือนของไทยที่มี ชวด ฉลู ขาล เถาะฯลฯ นะครับ ไทยเราเอาแบบของจีนมา แต่ของเมียนมานั้นเขามีของเขาเองคือสัตว์ประจำนักษัตรวันจันทร์คือเสือ วันอังคารคือสิงห์ วันพุธนี่พิเศษหน่อยเพราะมี ทั้งพุธกลางวันคือช้างมีงาและพุธกลางคืนคือช้างไม่มีงา ส่วนวันพฤหัสคือหนูหางยาว วันศุกร์คือหนูไม่มีหางหรือหนูตะเภา วันเสาร์คือนาค และวันอาทิตย์คือครุฑ

ส่วนวิธีสรงนั้นเขาก็จะสรงตามจำนวนอายุบวกหนึ่ง หรือสรงตามกำลังวัน คืออาทิตย์ (6) จันทร์ (15) อังคาร (8) พุธกลางวัน (17) พุธกลางคืน (12)  พฤหัส (19) ศุกร์ (21) และเสาร์ (10) แล้วเอา 3 หารเพื่อที่จะแบ่งสรงให้เท่าๆกัน โดยต้องเริ่มสรงที่องค์พระก่อน จากนั้นก็สรงที่เทพและสัตว์นักษัตรประจำวันเกิด เวลาสรงเขาก็จะใช้แก้วหรือขันใบเล็กๆ สรงกันแบบเต็มที่รวดเร็วกว่าการสรงน้ำพระแบบไทยๆ แต่ที่ต้องระวังก็คือองค์พระเทพและสัตว์นักษัตรเหล่านี้เขาไม่ได้ เรียงตามวันอาทิตย์จันทร์อังคาร ต้องสังเกตดูป้ายที่ติดเอาไว้หน่อยหรือไม่ก็ต้องจำสัตว์นักษัตรวันเกิดตัวเองให้ได้ครับ

ในเมียนมานั้นวัดและพระธาตุหรือเจดีย์นี่แยกกันนะครับ วัดก็ส่วนวัด ส่วนพระธาตุหรือเจดีย์นั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในวัด แต่จะแยกออกมาต่างหากเป็นสถานที่ซึ่งมีเฉพาะพระธาตุ  ที่น่าอะเมซิ่งก็คือคนเมียนมาเขาจะไม่เผาศพในวัด แต่เขาจะเอา ไปเผาที่ป่าช้าและจะฝังเถ้าไว้ที่นั่นเลย ดังนั้นเวลาเห็นสถูปเล็กที่รายล้อมพระธาตุต่างๆ นั้น เป็นสถูปที่ไม่ได้มีเถ้ากระดูก คนตายเหมือนในเมืองไทยนะครับ เขาถือว่าวัดพระหรือพระธาตุเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีแต่เรื่องดีๆ ของดีๆ เท่านั้น

ที่น่าอะเมซิ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือคนเมียนมาเวลาไหว้พระไหว้พระธาตุเขาจะทำเฉพาะการไหว้พระการสวดมนต์และสรงน้ำพระ แต่เขาจะไม่ขออะไรนะครับ เวลาอยากจะขออะไรเขาจะไปขอจากเทพ ซึ่งก็คือเจ้าที่เจ้าทาง เช่น เทพทันใจหรือเทพ กระซิบที่คนไทยเรารู้จักดี แต่ที่น่าอะเมซิ่งกว่านั้นก็คือคนเมียนมาเขาเป็นคนพุทธแท้ๆที่รู้จักแก่นพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะเขาไม่มีพระเครื่องเหมือนบ้านเรา  พระที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจ ตั้งตนให้อยู่ในศีลในธรรมดีกว่ามาแขวนพระเต็มคอแต่ ไม่มีศีลธรรม ยิ่งพวกรูปปั้นเทพทันใจอะไรทั้งหลายนั่นเขายิ่งไม่สนใจเลย ที่เห็นวางๆขายอยู่นั่นน่ะเขาทำเอาไว้ขายคน ไทย เราโดยเฉพาะนะครับ คนที่ไปเริ่มทำเรื่องแบบนี้ก็คนไทยเรากันเองนี่แหล่ะ ทำเอาไว้หากินกับคนไทยด้วยกันเอง น่าอะเมซิ่งมั้ยครับชาวพุทธอย่างคนไทยเราเนี่ย

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow