Amazing AEC – แก่ก็มีหัวใจ

0
151

วันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมาเป็นวันผู้สูงอายุของไทย ซึ่งประมาณการณ์กันว่าปัจจุบันคนไทยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป มีราวๆ 8 ล้าน 6 แสนคนเศษ หรือราวๆ 12 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ซึ่งทำให้ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นสังคม สูงอายุและกำลังจะเป็นสังคมสูงอายุระดับสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะเกณฑ์ที่จะบอกว่าประเทศไหนนับเป็น สังคมผู้สูงอายุแล้ว เขาจะดูว่าคนที่มาอายุเกิน  65 ปีมีเกิน 7 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดจะนับเป็นสังคมสูงอายุ ถ้ามีเกิน 14 เปอร์เซ็นต์จะจัดเป็นสังคมสูงอายุระดับสมบูรณ์ และถ้ามีเกิน 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อไหร่จะจัดให้เป็นสังคม สูงอายุระดับสุดยอด

มีการคาดการณ์กันว่าอีก 20 ปีข้างหน้าคือในปี พ.ศ. 2578 ไทยเราจะมีคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีราวๆ 18 ล้านคนหรือ 23 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดซึ่งนั่นหมายความว่าไทยเราจะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอดเมื่อเวลานั้นมาถึง และมีการคาดการณ์กันว่าเมื่อถึงปีพ.ศ. 2593 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่มีอายุเกิน 65 ปีนั้นจะสูงถึง 32 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าเวียดนามซึ่งมีผู้มีอายุเกิน 65 ปี 31 เปอร์เซ็นต์แต่น้อยกว่าสิงคโปร์ที่เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวสูงถึง 38  เปอร์เซ็นต์

ในปี พ.ศ. 2593 นั้น ประเทศที่มีคนอายุเกิน 65 ปีสูงที่สุดในโลกคือญี่ปุ่นครับซึ่งจะมีสูงถึง 42 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ไม่น่า แปลกใจอะไรเพราะญี่ปุ่นนั้นเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513  และกลายเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 แล้ว มีการคาดการณ์กันว่าเมื่อถึงปีพ.ศ. 2593  นั้นโลกใบนี้จะมีคนที่มีอายุเกิน 80  ปีมากถึง 400 ล้านคน  ฟังดูแล้วน่าตกใจมากนะครับ

การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นสังคมสูงอายุนั้นมีผลกระทบตามมามากมายเลยนะครับ เพราะคนสูงอายุนั้น นอกจากจะไม่ได้ทำงานก่อให้เกิดผลผลิตและรายได้ให้กับตนเองและประเทศอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว คนสูงอายุยัง จะมีปัญหาด้านสุขภาพซึ่งทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพทั้งเป็นภาระของตัวผู้สูงอายุเอง ครอบครัวและ ประเทศชาติในภาพรวม ปัญหาสุขภาพหลักๆของคนสูงอายุที่เป็นเหมือนกันทั่วโลกก็คือ โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคเกี่ยวกับจิต และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

คนสูงอายุนั้นสุขภาพและสังขารไม่เอื้ออำนวยให้พวกเขาอยากจับจ่ายใช้สอย เพราะหูตาฝ้าฟาง เดินเหินไม่สะดวก ทานอะไรก็ไม่ค่อยได้ แล้วพวกเขายังต้องระวังการใช้จ่ายอย่างมากเพราะทุกคนรู้ดีว่าตัวเองนั้นมีปัญหาสุขภาพ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังนั้นเงินออมที่มีเหลืออยู่จึงต้องกันเอาไว้รักษาตัวให้ได้จนวาระสุดท้าย

คนสูงอายุจึงไม่ค่อยมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการบริโภคซึ่งในหลายประเทศใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในกระตุ้นเศรษฐกิจ ลองดูญี่ปุ่นสิครับ ไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามกระตุ้นให้ประชาชนบริโภคอย่างไร คนญี่ปุ่นซึ่งมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์เป็นคนสูงอายุกลับไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจญี่ปุ่นเลยเติบโตยากกว่าประเทศอื่นๆ

ในปัจจุบันประเทศไทยเรามีคนในวัยทำงาน 6 คนทำงานและเสียภาษีให้รัฐเอางบประมาณไปดูแลสูงอายุ 1 คน แต่อีก 20 ปีข้างหน้าคนวัยทำงานที่จะทำงานและเสียภาษีจะเหลือเพียง 3 คนเท่านั้น นึกแค่นี้ก็หนาวแล้วนะครับ ที่น่าสนใจก็คือ ประเทศอื่นๆเขาก็มีปัญหาแบบนี้เช่นเดียวกับไทยเราแต่หลายๆประเทศเขาได้ขยับตัวเริ่มแก้ไขและเตรียมตัวรับมือกับการ เข้าสู่สังคมสูงอายุกันแล้วขณะที่ไทยเรายังไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่

เอาแค่เรื่องอาหารที่จะเตรียมให้คนสูงอายุที่ฟันฟางไม่เหลือแล้วจะให้ทานอะไรที่นอกจากจะต้องเคี้ยวง่ายย่อยง่ายแล้วยัง จะต้องน่าทาน มีคุณค่าทางโภชนาการมากและเหมาะสมกับวัยอีกด้วย พุธหน้าจะเขียนถึงการจัดการเรื่องนี้แบบญี่ปุ่น ซึ่งน่าสนใจมากๆให้อ่านกันครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow