Amazing AEC – อะเมซิ่งเลือกตั้งเมียนมา

0
100



วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้เป็นวันสำคัญของเมียนมานะครับ เพราะจะเป็นการวันเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยในรอบ 25 ปี ของประเทศเลยทีเดียว เพราะการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยไม่มีพรรคไหนคว่ำบาตรการเลือกตั้ง นั่นจะต้องนับย้อนหลัง ไปถึงปี 2533 ทีเดียว จึงทำให้มีการตื่นตัวในการสมัครอย่างมาก มียอดผู้สมัครสูงขึ้นสองเท่าถึง 6,065 คน และที่น่าสนใจ ก็คือผู้หญิงเมียนมาก็ตื่นตัวอย่างมากจากเดิมเคยมีผู้สมัครร้อยคนเศษๆ คราวนี้มีผู้สมัครสูงถึง 800 คนเลยทีเดียว
คนที่จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งคือคนเมียนมาที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและได้ไปลงทะเบียนแสดงความต้องการจะ เลือกตั้ง ส่วนคนเมียนมาที่อยู่ต่างประเทศที่จะมีสิทธิลงคะแนนล่วงหน้าได้นั้นจะต้องเป็นคนที่ไปทำงานต่างประเทศ โดยได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเมียนมาเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้คนงานเมียนมานับล้านคนที่มาทำงานในประเทศไทย ซึ่งเกือบทั้งหมดมาโดยไม่มีเอกสารอนุญาตจากรัฐบาลเมียนมาจึงไม่มีสิทธิลงคะแนนล่วงหน้า ต่างไปจากคนเมียนมาที่ ไปทำงานในสิงคโปร์ซึ่งมีใบอนุญาต คนเมียนมาในสิงคโปร์นับหมื่นคนจึงมีสิทธิลงคะแนนเสียงล่วงหน้า
เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาถึงหน่วยเลือกตั้งซึ่งเปิดตั้งแต่เช้าตรู่คือ 06.00 น.จนถึง 16.00 น. ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ผู้มีสิทธิจะ ต้องแสดงบัตรประชาชนและต้องปั๊มนิ้วมือเมื่อรับบัตรเลือกตั้ง ปีนี้เป็นปีแรกที่การเลือกผู้สมัครนั้นต้องใช้ “ตราประทับ” ซึ่งคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งเตรียมเอาไว้ตามคูหาต่างๆ รักชอบพรรคไหนก็เอาตราประทับกดลงไปเลย เลือกเสร็จก็เอา บัตรเลือกตั้งหย่อนหีบบัตรซึ่งคราวนี้เป็นกล่องพลาสติคเกือบใสซึ่งมีการซีลปิดให้สนิทป้องกันการโกงอีกด้วย เมื่อหย่อนบัตรเลือกตั้งเสร็จผู้ใช้สิทธิแล้วต้องเอานิ้วก้อยมาจุ่มหมึกสีม่วงที่ล้างออกได้ยากเพื่อป้องกันการเวียนเทียนมาลงคะแนน
การเลือกตั้งคราวนี้เมียนมายังเปิดโอกาสให้ผู้สังเกตการจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมตรวจสอบกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และการนับคะแนนซึ่งจะนับกันทันทีหลังปิดหีบที่หน่วยเลือกตั้งโดยจะมีการบันทึกชื่อผู้ร่วมสังเกตการการนับคะแนนไว้ที่ใบบันทึกการนับคะแนนอีกด้วย จึงอาจพูดได้ว่ากระบวนการการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้เมียนมาทำได้ค่อนข้างมาตรฐานและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น บางเรื่องล้ำหน้าไทยเราด้วยซ้ำไป แม้จะมีเสียงนินทารัฐบาลเรื่องกระบวนการจัดทำบัญชี รายชื่อผุ้มีสิทธิเลือกตั้งและการแจกจ่ายข้าวของของทุกพรรคการเมืองเพื่อจูงใจให้คนมาลงคะแนน แต่ด้วยวิธีการจัดการ ที่เขียนถึงไปข้างต้น การเลือกตั้งคราวนี้น่าจะได้รับการยอมรับจากนานาประเทศมากกว่าครั้งที่ผ่านมา
การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งสามระดับพร้อมๆ กันคือการเลือกสมาชิกสภาแห่งชาติหรือสภาสูงจำนวน 168 คนซึ่ง จะเลือกตามรัฐและพื้นที่ทั้งหมด 14 เขต เขตละ 12 คน แต่จะมีสมาชิกสภาแห่งชาติอีก 56 คนที่จะมาจากการแต่งตั้งของ กองทัพ รวมสมาชิกสภาแห่งชาติทั้งสิ้น 224 คน ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะมีการเลือกตั้งจำนวน 330 คน แบ่ง ตามเขตพื้นที่ทั้งหมด 330 เขต เขตละหนึ่งคนและจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก 110 คนที่จะมาจาก การแต่งตั้งของ กองทัพเช่นกัน รวมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 440 คน ส่วนการเลือกประเภทที่สามคือการเลือกสมาชิกสภา ท้องถิ่นอีกหลายร้อยคนซึ่งแน่นอนว่ากองทัพก็มีสิทธิแต่งตั้งสมาชิกประเภทนี้อีกจำนวนหนึ่งเช่นกันแต่สมาชิกสภา ประเภทนี้ไม่มีส่วนในการเลือกประธานาธิบดี ผู้คนเลยไม่ค่อยสนใจสมาชิกสภาประเภทนี้เท่าไรนัก
การทำโพลล์ในเมียนมาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เราจึงไม่มีโอกาสรู้ว่าพรรคไหนมีคะแนนนิยมเท่าใด แต่ดูจากการที่ผู้คน ออกมาฟังการปราศัยของ “ด่อว์อองซานซูจิ” เราก็พอคาดเดาได้ว่าพรรค NLD ของนางน่าจะชนะได้เก้าอี้ส่วนมากที่มีการ เลือกตั้ง แต่จะได้มากเกินร้อยละ 67 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาแห่งชาติหรือไม่ ซึ่งเป็นจำนวน ที่เมื่อเอาไปรวมกับสมาชิกทั้งสองสภาประเภทแต่งตั้งจากกองทัพแล้ว ทำให้พรรค NLD ครองเสียงเกินครึ่งในสภา และมี โอกาสเสนอคนที่จะมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปได้ แต่น่าเสียดายที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเมียนมาระบุว่าคนจะ เป็นประธานาธิบดีได้นั้นบุคคลในครอบครัวจะต้องไม่เป็นคนต่างชาติเลยทำให้ ด่อว์อองซานซูจิซึ่งมีลูกชายสองคนยัง ถือสัญชาติอังกฤษอยู่หมดสิทธิ เป็นประธานาธิบดีโดยปริยาย ไม่ว่าพรรคของเธอจะชนะมากเพียงไหนก็ตาม แม้ว่าพรรค NLD ของเธอได้ตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ก็จะไม่มีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ด่อว์อองซานซูจิก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้เลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นและเมียนมาจะเดินหน้าไปทางไหนหลังเลือกตั้ง พุธหน้าอ่านต่อครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow