Amazing AEC – สงกรานต์ เทวดา รัชดา

0
73

เป็นอย่างไรกันบ้างครับได้หยุดยาวๆกัน 5 วัน ได้เที่ยวได้เล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนานกันมาแล้ว วันนี้ผมเลยอยาก ขอลองเขียนเรื่องสงกรานต์ให้อ่านกัน ซึ่งต้องไปเริ่มกันที่อินเดียประเทศในกลุ่มอาเซียนบวกหกซึ่งเป็นประเทศก่อกำเนิด ประเพณีวัฒนธรรมซึ่งประเทศในกลุ่ม AEC ของเรารับเอามาประยุกต์ใช้มากมายหลายประเพณี โดยทุกวันจันทร์เต็มดวง ครั้งสุดท้ายปลายฤดูหนาวหรือวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน  4  ซึ่งก็จะอยู่ราวๆปลายเดือนกุมภาพันธ์ต้นเดือนมีนาคมของทุกปี

โดยมีตำนานเล่าว่าอสูรตนหนึ่งที่ชื่อ “หิรัญยกศิปุ”  มีน้องสาวชื่อ “โฮลี่” ซึ่งก็ใจร้ายไม่แพ้พี่ชายแถมมีอิทธิฤทธิวิเศษคือ ตัวเธอจะไม่ไหม้ไฟ ไฟไม่สามารถทำอะไรเธอได้เลย อสูรร้ายได้ใช้โฮลี่ไปบังคับชาวบ้านให้บูชาอสูร แต่ลูกชายของอสูร เองที่ชื่อ “ปราลัด”  กลับหันไปบูชาพระวิษณุแทนการบูชาอสูร อสูรร้ายจึงสั่งให้ “โฮลี่” จูง “ปราลัด” กะว่า จะเผาลูก ตัวเองให้ตายไป (ใจร้ายกล้าสั่งฆ่าลูกตัวเองสมกับเป็นอสูรร้ายจริงๆ) แต่ปรากฎว่าพระวิษณุได้ลงมาช่วย แทนที่ ไฟจะไหม้ “ปราลัด” กลับกลายไปไหม้ “โฮลี่”  เสียเอง จากนั้นเมื่อถึงวันเพ็ญสุดท้ายปลายฤดูหนาวคนอินเดียจึงมีการเฉลิมฉลอง เทศกาลที่เรียกว่า “โฮลี่” ซึ่งคนอินเดียจะบอกกัน ว่า “โฮลี่แฮ” ที่แปลว่าถึงเวลาโฮลี่ละ ด้วยการเผาหุ่น “โฮลี่” ซึ่งถูกใช้เป็น สัญญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย การเผาหุ่นอสูรนี้ จึงเป็นเสมือนการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากชุมชน เสร็จแล้วก็จะต่อด้วย การสาดผงสีที่เรียกว่า “กูเลา” ที่ทำมาจากพืชเช่น พวกขมิ้น สะเดา ฯลฯ

Amazing AEC - สงกรานต์ เทวดา รัชดา

ที่มีประเพณีสาดสีก็เพราะมีตำนานของพระกฤษณะที่ว่าเมื่อตอนเด็กๆพระกฤษณะซึ่งมีผิวสีคล้ำมีความอิจฉาผิวที่ขาวกว่า ของนางราธาซึ่งสนิทสนมรักใคร่กันมาตั้งแต่เด็กจึงไปฟ้องพระมารดา พระมารดาเลยแนะให้พระกฤษณะเอาสีไปป้าย นางราธา นางราธาก็เลยป้ายกลับบ้างอย่างสนุกสนาน จากตำนานนี้ก็เลยแปรเปลี่ยนมาเป็นการสาดสีในปัจจุบัน โดยมี ความหมายของการสาดสีคือการให้พรซึ่งกันและกัน เช่นสีแดงอวยพรให้มีพลังและอำนาจ สีน้ำเงินอวยพรให้มีความ สุขสงบ สีเขียวอวยพรให้มีความอุดมสมบูรณ์ สีเหลืองอวยพรให้มีความเลิกบานและอบอุ่น สีส้มอวยพรให้มีความ สร้างสรรค์และสีม่วงอวยพรให้มีความยิ่งใหญ่

ประเพณีสาดผงสีจากอินเดียก็ถูกถ่ายทอดมายังกัมพูชาและเมียนมาและประเทศอื่นๆ ซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชี้ชัดว่าสองประเทศนี้ได้เริ่มรับประเพณีนี้มาก่อนไทยเรา แต่เมื่อรับมาด้วยสภาพภูมิอากาศแถบอาเซียนของเราซึ่งมีอากาศ ที่ร้อนและยาวนานกว่าอินเดีย ประเพณีสาดสีจึงกลายมาเป็นสาดน้ำแทน ประเพณีสงกรานต์ของไทย เมียนมาร์ กัมพูชา และสปป.ลาวว่าไปแล้วก็มีกิจกรรมคล้ายๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าวัดทำบุญ สรงน้ำพระ และการกลับบ้านไปรดน้ำดำหัว พ่อแม่ผู้เฒ่าผู้แก่ จะมีต่างไปหน่อยก็การลอยกระทงใน สปป.ลาวที่ไม่มีวันลอยกระทงเหมือนบ้านเราแต่เขาจะนิยม ลอยกระทงกันในวันสงกรานต์และวันหลังวันออกพรรษา

แต่ก็มีบางตำราตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่มีเรื่องเล่าว่าวันสงกรานต์นั้นเป็นวันที่บรรดาเทวดาทั้งหลายพากันดื่ม สุราจนมึนเมากันไปทั่ว แม้แต่พระอิศวรที่ไม่เคยดื่มเหล้าก็ยังทดลองดื่มและก็เมามายเหมือนเทวดาเกือบทุกองค์ ตอนนั้น มีเทวดาเพียงองค์เดียวคือพระพิรุณที่ไม่เมา ด้วยความเป็นเทพแห่งฝนพระพิรุณจึงบันดาลให้เกิดฝนโปรยปราย ไปยังหมู่ เทวดาที่เมาและนอนหลับไหลให้ได้ตื่นขึ้นเสียที ประเพณีสงกรานต์จึงได้ใช้น้ำมาสาดกันเปรียบเสมือนสายฝนของพระ พิรุณ โชคยังดีนะครับวัยรุ่นวัยโจ๋ทั้งหลายไม่รู้ถึงตำนานนี้ไม่งั้นพวกเขาจะอ้างได้ว่าที่ดื่มกันจนเมามายและแว้นซ์ออกมา สาดน้ำนั้นน่ะทำตามเทวดาแท้ๆเลยไม่น่าจะมาจับพวกเขา ถ้าจะจับน่าจะไปเริ่มจับเทวดาซึ่งสถิตย์กันแถวๆถนนรัชดา ที่ดื่มกันเมามายและสาดน้ำกันข้ามคืนให้ได้ซะก่อน ถ้าอ้างกันแบบนี้ตำรวจก็คงจะอะเมซิ่งจนพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow