Amazing AEC – บทเรียนจากปารีส

0
100



เหตุการณ์โจมตีกรุงปารีสนั้นได้มอบบทเรียนที่ดีหลายอย่างที่เราน่าจะเรียนรู้เอาไว้จัดการกับภาวะวิกฤติในบ้านเรากันบ้างนะครับ
อย่างแรกเลย ฝรั่งเศสได้แสดงให้เราเห็นว่าเขามีการเตรียมการรับมือกับภาวะวิกฤติไว้อย่างดี อย่างเหตุการณ์ในสนาม สตาร์ท เดอ ฟรองซ์ ที่ขณะเกิดเหตุมีคนดูในสนาม 80,000 คนมาดูฟุตบอลพร้อมกับประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์เมื่อเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น คนดูในสนามรวมทั้งนักฟุตบอลได้ยินเสียง แต่ไม่มั่นใจว่าคือเสียงอะไร สิ่งที่ทางการฝรั่งเศสทำอย่างรวดเร็วคือ ปล่อยให้เกมการแข่งขันเดินหน้าต่อไปเพราะประเมินดูแล้วว่าถ้าประกาศว่าเป็นการก่อการร้าย นอกจากผู้คนจะแตกตื่นวิ่งเหยียบกันตายออกนอกสนามแล้ว เมื่อออกมาข้างนอกก็อาจจะโดนผู้ก่อการร้ายสังหารเอาอีกก็ได้ ขณะที่ปล่อยให้เกมส์ดำเนินต่อไป ฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็พาตัวประธานาธิบดีออกจากสนามเพื่อไปบัญชาการแก้ไขสถานการณ์ เมื่อตำรวจเคลียร์พื้นที่ด้านนอกสนามจนมั่นใจว่าปลอดภัย จึงประกาศและปล่อยให้ผู้ชมออกจากสนาม ผู้คนจึงไม่ตื่นตระหนก ค่อยๆเดินออก บ้างก็ร้องเพลงชาติเรียกขวัญและกำลังใจของพวกเขากันเอง
ลองนึกภาพว่าถ้าไม่มีการวางแผนและคิดเรื่องพวกนี้ไว้ก่อน เมื่อเกิดเหตุระเบิดแล้วฝ่ายจัดการปล่อยให้ผู้คนวิ่งหนีตาย ความเสียหายการบาดเจ็บล้มตายคงจะประเมินไม่ได้เลยทีเดียว
สอง ในคอนเสิร์ตฮอลล์ บาตาคลัน ที่มีผู้ก่อการร้ายบุกเข้าไปยิงคนดูอย่างเลือดเย็น เมื่อเกิดเหตุหน่วยสวาท ( SWAT) ของฝรั่งเศสมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว สามารถช่วยเหลือคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้นับร้อยคน ถ้าหน่วยสวาทมาถึงที่เกิดเหตุช้าและไม่สามารถจัดการผู้ก่อการร้ายได้ทันเวลา น่าจะมีคนเสียชีวิตอีกมาก
สาม เมื่อประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ออกจากสนามได้ ก็ได้รุดมาตรวจดูสถานการณ์ที่คอนเสิร์ตฮอลล์ บาตาคลันทันที และได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ประกาศปิดชายแดน สั่งการเพิ่มเติมกำลังทหารเข้ามาเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งหมดนี้ทำอย่างรวดเร็ว เป็นระบบและไม่ได้ตระหนกตกใจจนทำให้ผู้คนขวัญเสีย ทั้งๆที่การก่อการร้ายครั้งนี้รุนแรงมาก
สี่ การสื่อสารในภาวะวิกฤติของรัฐบาลฝรั่งเศสนั้นแม้ว่าช่วงแรกจะออกอาการเป๋หน่อยคือ ปล่อยให้มีคนให้ข้อมูลหลายคน แต่เมื่อตั้งหลักได้เขาก็กำหนดให้มีคนสื่อสารเพียงคนเดียว ซึ่งนี่เป็นหลักการที่สำคัญที่สุดในการสื่อสารในภาวะวิกฤติ การปล่อยให้มีผู้สื่อสารหลายคนในภาวะวิกฤตินั้นจะทำให้ข้อมูลสับสนและเกิดการคาดการณ์ที่ผิดๆ จะทำให้สถานการณ์ดูสับสน คนทำงานและประชาชนก็จะพลอยสับสน และอาจจะทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
ห้า การสื่อสารในภาวะวิกฤตินั้นหลักการสำคัญอีกสองเรื่องคือ (หนึ่ง) ห้ามคาดการณ์ความเสียหาย เพราะตัวเลขที่คาดการณ์ สื่ออาจจะเอาไปรายงาน คนจะเอาไปแชร์ๆกันต่อไป สุดท้ายตัวเลขที่คาดการณ์จะสับสนกับเลขจริง ทำให้เกิดความสับสนยิ่งขึ้น และ (สอง) ในภาวะวิกฤตินั้น นานาชาติเขาจะให้ความสำคัญกับชีวิตของคนมากที่สุด รองลงไปคือผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ส่วนความเสียหายด้านธุรกิจการเงินนั้น เขาให้ความสำคัญน้อยสุด เราจึงไม่เห็นทางการฝรั่งเศสคาดการณ์ผลกระทบการท่องเที่ยวอะไรเลย (เรื่องนี้คนไทยเราต้องระวังให้ดีนะครับ เพราะผมเห็นมีนักวิเคราะห์หุ้นไทยออกมาชี้ผลกระทบกับตลาดหลักทรัพย์ของเรา แนะให้ซื้อขายหุ้น บางคนก็ไปวิเคราะห์ผลกระทบการท่องเที่ยวฝรั่งเศศอีกต่างหาก ผมว่าไม่น่ารักเลย)
หก เป็นเรื่องของจริยธรรมของสื่อมวลชนต่างประเทศ ที่จะไม่นำเสนอภาพคนบาดเจ็บล้มตายให้ประชาชนเห็น การก่อการร้ายครั้งนี้โดยเฉพาะเหตุการณ์ในคอนเสิร์ตฮอลล์ บาตาคลัน มีคนเสียชีวิตมากมาย เลือดท่วม ถ้าจะหาภาพดังกล่าวก็ย่อมจะหาได้ไม่ยากและผมก็มั่นใจว่าสื่อมีภาพเหล่านั้น แต่เขาไม่นำเสนอ เราจึงไม่เห็นภาพที่น่ากลัวเหล่านั้นเลย ขนาดคนที่บาดเจ็บมีเลือด เขายังหาผ้าอะไรมาคลุมเพื่อไม่ให้คนเห็นเลือดด้วยซ้ำไป ผมว่าเรื่องจริยธรรมนี้สื่อมวลชนไทยสอบตกอย่างสิ้นเชิงครับ
นอกจากเราจะช่วยส่งกำลังใจไปให้เพื่อนชาวฝรั่งเศสแล้ว บทเรียนทั้งหลายนี้เราจำและนำมาฝึกฝนและเตรียมใช้ ก็น่าจะดีนะครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow