Amazing AEC – ทางรอดประเทศไทย (1)

0
79

หกเจ็ดปีที่แล้ว เมื่อผมออกมาเตือนว่าไทยเราไม่มียุทธศาสตร์ หลายฝ่ายไม่เข้าใจ และคนส่วนมากไม่เชื่อเพราะคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่เมืองไทยไม่มียุทธศาสตร์ จนกระทั่งอดีตเลขาฯ สภาพัฒน์ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ายุทธศาสตร์เป็นเรื่องใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดินนั่นล่ะ ที่ทำให้ทุกคนเริ่มเข้าใจ

หลังจากนั้นไทยเราก็มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผมขอเตือนอีกครั้งเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นยังไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติที่ดี ที่หลายชาติซึ่งประสบความสำเร็จเขามีกัน ส่วนแผนแม่บทฯนั้นถือว่าแย่ที่สุดในบรรดาแผนแม่บทต่างๆที่ผมเคยเห็น นั่นหมายความว่าไทยเรายังขาดยุทธศาสตร์และแผนแม่บทฯอยู่ อันตรายมาก

เมื่อตอนที่มีคสช.ใหม่ๆ และรัฐบาลยังเป็นนายทหารเสียส่วนใหญ่ กระทรวงพาณิชย์เชิญผมไปอภิปรายในงานระดมสมองทูตพาณิชย์ไทยในทั่วโลกว่าจะเพิ่มการส่งออกกันได้อย่างไร? ในงานผู้ร่วมอภิปรายท่านหนึ่งพูดถึงภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่อีกท่านหนึ่งพูดถึงแวลูเชนและการที่ไทยจะต้องพยายามไต่ขึ้นไปตามแวลูเชนนั้นให้ได้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มการส่งออก

ส่วนผมบอกว่าไทยเราต้องเลิกหลอกตัวเองกันเสียที การยกข้ออ้างเศรษฐกิจโลกว่าไม่ดีเลยทำให้การส่งออกของเราไม่ดี ถ้าเช่นนั้นเวียดนามและอีกหลายประเทศซึ่งยังส่งออกได้ดี อยู่ในโลกใบอื่นคนละโลกกับเราหรืออย่างไร ทำไมเขายังส่งออกได้

ผมยังบอกต่ออีกว่าการส่งออกของไทยจะส่งออกได้ไม่มากเหมือนเดิมอีกแล้วเพราะ

หนึ่ง สินค้าเกษตรที่เคยเป็นพระเอกนั้น จะไม่ได้เป็นพระเอกอีกต่อไป เพราะแต่ละประเทศก็ย่อมจะไม่เอาอนาคตประเทศของเขามาพึ่งสินค้าเกษตรประเทศอื่น แถมราคาสินค้าเกษตรก็จะไม่ขยับไปไหน ยกเว้นบางปีที่ภูมิอากาศในบางประเทศไม่ดี ผลผลิตการเกษตรบางประเทศเสียหายเท่านั้นเอง

สอง สินค้าอุตสาหกรรมของไทยที่เคยส่งออกได้นับวันจะล้าสมัย โลกไม่ต้องการซื้อแล้ว และสาม สินค้าอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่โลกต้องการเช่นโทรศัพท์มือถือ ไทยเราไม่สามารถผลิตได้ เลยไม่มีส่งออก

แต่ทั้งนี้คนผิดไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ เพราะมีหน้าที่เป็นเสมือนเซลส์แมน ถ้าประเทศไม่มีของดีที่ตลาดโลกต้องการ กระทรวงพาณิชย์จะไม่มีวันขายของได้ ต้องแก้ที่การวางตำแหน่งประเทศในยุทธศาสตร์ให้ถูกต้อง เราถึงจะรู้ว่าประเทศจะเดินหน้าไปทางไหน เราต้องเน้นส่งเสริมการลงทุนด้านไหน เราควรผลิตอะไร วันนี้สิ่งที่ผมพูดบนเวทีหกเจ็ดปีที่แล้วยังถูกต้องหมด ไทยเรายังส่งออกไม่ได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็คือกระทรวงพาณิชย์เลิกเชิญผมไปบรรยายแล้ว

เมื่อผมออกมาเตือนว่าไทยเราจะติดกับดักการเติบโต จีดีพีจะโตราวๆ 3 ก๊อกๆแก๊กๆ ไปอย่างนี้อีกสามสิบปี เพราะเราไม่มียุทธศาสตร์ และเวียดนามกำลังจะแซงเมืองไทยเพราะเขาจะโตเฉลี่ย 6 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน คนส่วนมากยังไม่เชื่อ บางคนออกมาตำหนิผมว่าไม่รักชาติ ต่อมาเมื่อองค์กรระดับโลกทำงานวิจัยออกมาและพบว่าภายในปีพ.ศ. 2593 จีดีพีของเวียดนามจะแซงประเทศไทย คำตำหนิผมเลยเงียบไป แต่มีคำอธิบายออกมาว่าเพราะขนาดจีดีพีเราใหญ่กว่าเราเลยโตน้อยกว่าเวียดนาม คนอธิบายคงไม่รู้จักจีน อินเดีย อินโดนีเซียซึ่งจีดีพีใหญ่กว่าเราแต่เติบโตได้ดีกว่าเรา ถ้ามีการยกสามประเทศนี้ขึ้นมาก่อน คงมีคำอธิบายว่าเพราะประเทศเหล่านี้มีขนาดจีดีพีที่ใหญ่ มีประชากรเยอะเลยโตกว่าเรา ออกมาให้ได้ฟังกัน

อัตราการเติบโตของจีดีพีที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งยืนยันที่ผมเตือนสังคมไทยนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะจากที่เราเคยโตเฉลี่ย 4.6 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปีพ.ศ. 2534-2543 ลดลงเหลือ โตเฉลี่ย 4.4 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปีพ.ศ. 2544-2553 ถ้าปีนี้เราโชคดีเศรษฐกิจโต 2.6 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ 9 ปีที่ผ่านมาในช่วงปีพ.ศ. 2554-2562 เราโตเฉลี่ยเพียง 3.0 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

แม้ผมจะมองเห็นภาพร้ายประเทศไทยล่วงหน้าและพูดเขียนเตือนอยู่เรื่อยๆ แต่ผมก็ยังมีความหวังอยู่เสมอว่าประเทศไทยเราสามารถพลิกกลับมาเติบโตและยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง แต่ต้องรีบลงมือแก้ไขทันที รอไม่ได้อีกแล้ว อาทิตย์หน้าจะมาบอกว่าต้องแก้ไขกันอย่างไร?

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow