AEC for Happy Family : Internet of Things

0
60
AEC for Happy Family : Internet of Things

AEC for Happy Family กับเกษมสันต์ ฉบับเดือนพฤษภาคม 2559
ตอน Internet of Things
มาแล้วครับมาเร็วกว่าที่เราคิด Internet of Things ยุคที่อินเตอร์เน็ตจะเชื่อมโยงของทุกอย่างที่คุณแม่คุณพ่อ และลูกรักใช้ในชีวิตประจำวันเข้าด้วยกัน ที่น่าสนใจก็คือไม่ได้แค่เชื่อมโยงกันเฉยๆ แต่จะช่วยเราคิดอีกด้วย ผมเขียนไม่ผิดหรอกครับ ช่วยเรา “คิด” ครับ
ถ้าคุณแม่คุณพ่อชอบเล่นเฟซบุ๊คอาจจะเคยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของยุค Internet of Things บ้างแล้ว เวลาใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปเพื่อนๆ ตอนหลังนี้สังเกตไหมครับว่า พอถ่ายรูปเสร็จปั๊บโปรแกรมเฟซบุ๊คจะถาม เราทันทีว่าจะส่งรูปให้เพื่อนคนที่เราถ่ายมั้ย ที่น่าอะเมซิ่งก็คือเวลาเฟซบุ๊คถามคุณแม่คุณพ่อนั้นเขาใส่ชื่อ แอคเค้าท์นเฟซบุ๊คของเพื่อนคนนั้นมาด้วย พอถ่ายรูปเสร็จปั๊บกดปุ่มต่ออีกปุ่มเดียวรูปก็จะส่งไปถึงเพื่อนคนที่ ถูกถ่ายรูปพอดี
ที่เฟซบุ๊คทำแบบนี้ได้ก็เพราะโปรแกรมเขาเริ่มใช้ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence ซึ่งเป็นโปรแกรม ที่สร้างหรือประดิษฐ์ให้ทำงานคล้ายสมองของคนเราได้ ปัญาประดิษฐ์ที่ว่าก็เลยเริ่มจดจำใบหน้าของเพื่อนเราได้ และนำไปคิดเชื่อมโยงต่อกับฐานข้อมูลการใช้งานของเราและของเพื่อนเรา ทำให้เฟซบุ๊คสามารถถามเราได้อย่าง ถูกต้องว่าจะส่งรูปให้เพื่อนคนนั้นเลยไหม


ไม่เฉพาะเฟซบุ๊คเท่านั้นที่เร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์มาช่วยนคนคิดเพื่อรับยุค Internet of Things แต่ยักษ์ใหญ่ไอที ทุกเจ้าต่างก็เร่งลงทุนวิจัยและพัฒนาเรื่องนี้กันทั้งนั้น กูเกิ้ลเจ้าของเสริทเอนจิ้นชื่อดังและ Gmail ก็ใช้ปัญญา ประดิษฐ์มาวิเคราะห์การใช้งานของคุณแม่คุณพ่อมาได้สักระยะหนึ่งแล้วด้วยการจดจำและวิเคราะห์ทุกครั้งที่เรา ใช้กูเกิ้ลค้นหาข้อมูลรวมถึงการส่งอีเมลล์ ดังนั้นปัญญาประดิษฐ์ของกูเกิ้ลจะรู้และจำได้ด้วยว่าเราเคยสนใจค้นหา เรื่องอะไรบ้างหรือเคยเขียนอีเมลลืเรื่องอะไรบ้าง ดังนั้นครั้งต่อไปที่เราค้นหาข้อมูล กูเกิ้ลก็จะโฆษณาโฆษณาขาย สินค้าบางอย่างที่เราเคยสนใจค้นหาหรือเคยเขียนถึงในอีเมลล์
ข่าวการแข่งขันการเล่น “โกะ” ระหว่างผู้เล่นระดับแชมป์โลกกับปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิดเองแก้เกมเองแล้ว ปรากฎว่าปัญญาประดิษฐ์ปรายเซียนโกะระดับโลกไปได้แล้วอย่างราบคาบถึงสองคนสะท้อนและยืนยัน ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์สมัยใหม่ได้อย่างดีว่าเก่งแค่ไหน
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ในมุมหนึ่งนี่ต้องถือว่าน่าทึ่งนะครับเพราะเป็นอีกพัฒนาการที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของ อุตสาหกรรมไอที แต่อีกมุมหนึ่งก็น่าตกใจมากเพราะต่อไปนี้ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต และวิธีคิดของลูกรักและคุณแม่คุณพ่อมากยิ่งขึ้น ภายในปีพ.ศ. 2563 มีการคาดการณ์กันว่าจะมีข้างของเครื่องใช้ 50,000 ล้านชิ้นบนโลกนี้เชื่อมต่อเชื่อมโยงและควบคุมด้วยอินเตอร์เน็ต


ความเก่งกาจขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้มีเฉพาะมุมดีๆเท่านั้นนะครับ แต่ปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งขึ้นก็ทำให้บรรดา แฮ็คเกอร์สามารถทำสิ่งชั่วร้ายได้ง่ายขึ้นเก่งขึ้น ดูอย่างกรณีแฮ็คเกอร์ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใครสามารถปล้นธนาคารชาติ ของบังคลาเทศเอาเงินออกไปได้เกือบ 3,000 ล้านบาทโดยการส่งอีเมลล์ง่ายๆไปที่ธนาคารชาติบังคลาเทศเท่านั้น อีเมลล์ที่ว่าหน้าตาก็ดูเหมือนอีเมลล์ทั่วๆไปซึ่งอาจจะส่งไปถึงใครสักคนในธนาคารชาติบังคลาเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่ คนใดคนหนึ่งเปิดอ่านอีเมลล์ แค่เปิดอ่านอีเมลล์เฉยๆโดยไม่ต้องตอบหรือคลิกอะไรทั้งสิ้น เพียงอ่านแค่นั้น แฮ็คเกอร์ก็สามารถย่องเข้ามาในระบบไอทีและเอาโปรแกรมที่เรียก Malware มาฝังไว้ในระบบไอทีของธนาคาร ได้แล้ว
หลังจากนั้นก็เป็นฝีมือของ Malware ที่มีปัญญาประดิษฐ์และเริ่มคิดได้เหมือนมนุษย์มากขึ้นที่จะเริ่มออกสำรวจ กระบวนการทำงานของธนาคาร การสำรวจก็ทำเหมือนตีนแมวฉลาดๆคือสำรวจแบบไร้ร่องรอย Malware นี้ก็ เหมือนกันออกสำรวจระบบแบบสั้นๆแต่ละครั้งใช้เวลาไม่ถึงนาที สำรวจเสร็จยังเก่งพอที่จะสามารถลบร่องรอย การออกมาสำรวจแบบไม่ให้ระบบป้องกันของธนาคารชาติบังคลาเทศซึ่งก็ใช้ระบบระดับสากลที่ธนาคารชาติทั้งหลายใช้กันจับได้อีกด้วย ใช้เวลาไม่นานแฮ็คเกอร์ก็รู้ว่าการจะทำให้ธนาคารชาติบังคลาเทศสั่งจ่ายเงินนั้นจะต้อง ทำอย่างไรโดยไม่มีใครรู้และควรจะทำในวันไหนอย่างไร
ฟังดูเหมือนง่ายๆแต่ความจริงนั้นยากมากนะครับ เพราะแฮ็คเกอร์ต้องสั่งให้ธนาคารชาติบังคลาเทศสั่งจ่ายเงิน ออกจาก ธนาคารกลางสหรัฐในนิวยอร์คให้จ่ายเงินจำนวนหลายพันล้านบาทไปยังธนาคารเอกชนในฟิลิปปินส์ และศรีลังกา สั่งจ่ายเสร็จแล้วก็ต้องมีเวลาให้พรรคพวกไปถอนเงินด้วยนะครับ ต้องทำอย่างไรไม่ให้ธนาคารชาติ บังคลาเทศ ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารเอกชนในฟิลิปปินส์รู้ตัวก่อนเงินจะถูกถอนออกไปได้


การปล้นของแฮ็คเกอร์ครั้งนี้ที่ถือว่าเป็นการปล้นธนาคารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่นั้นมีจุดอ่อนอยู่จุดเดียวด็คือตอนต้องมาถอนเงินออกจากธนาคารเพราะจำนวนเงินที่ปล้นนั้นมันสูงเกินกว่าจะไปยืนถอนตามตู้ เอทีเอ็มได้ ดังนั้นแฮ็คเกอร์จึงต้องใช้คนเดินมาถอนเงินที่เคาน์เตอร์และต้องใช้วิธีโอนเข้าบัญชีใครสักคน แม้จะใช้ ชื่อปลอมมาเปิดบัญชีแต่สุดท้ายธนาคารก็เห็นตัวคนมาถอนเงินอยู่ดี เรื่องนี้เลยจบลงที่ยังไม่รู้ตัวแฮ็คเกอร์แต่รู้ตัว คนมาถอนและคนรับเงิน ถือว่าธนาคารชาติบังคลาเทศยังโชคดี แต่ถ้าปัญญาประดิษฐ์ฉลาดขึ้นอีก การปล้นครั้ง หน้าอาจจะจบลงอีกแบบก็ได้ น่ากลัวมากนะครับ
เพื่อนบ้านเราใน AEC ประเทศหนึ่งคือเวียดนามก็มองเห็นภาพนี้ วันนี้เขาจึงเน้นการใช้อินเตอร์เน็ตมายกระดับ คุณภาพของคนเวียดนาม ซึ่งถ้าคุณแม่คุณพ่อได้ไปเที่ยวเวียดนามก็จะเห็นเลยนะครับว่าวันนี้ฟรี Wi-Fi เป็นบริการ ที่ขาดไม่ได้ของทุกร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟระดับหรูหราแก้วละหลายร้อยหรือร้านกาแฟข้างทางแบบดั้งเดิม ที่ขายกาแฟแก้วละ 5 บาทก็ต้องมีฟรี Wi-Fi ร้านฟาสต์ฟู้ดนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงต้องมีทุกร้าน
แถมตอนนี้รถไฟด่วนสายเหนือ-ใต้ที่วิ่งจากฮานอยไปถึงโฮจิมินต์ทั้งสี่สายแม้จะยังบริหารแบบรัฐวิสาหกิจ แต่ก็ยังมีฟรี Wi-Fi ให้ใช้ สถานีรถโดยสารก็มีฟรี Wi-Fiบริการ ถ้าขึ้นเครื่องบิน สายการบินแห่งชาติอย่าง เวียดนามแอร์ไลน์ก็ได้ติดตั้ง Wi-Fi บนเครื่องบินทั้งเที่ยวบินภายในและระหว่างประเทศ โดยเที่ยวบิน ระหว่างประเทศจะคิดค่า บริการอยู่ที่ 500 ถึง 700 บาท แต่ถ้าบินในประเทศให้บริการฟรีๆเลย


ที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือรัฐบาลเวียดนามได้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้กับทุกโรงเรียนทั่วประเทศ จนปัจจุบัน 99.99% ของนักเรียนมัธยมของเวียดนามเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ โดยผ่านเคเบิลใยแก้วได้เรียยร้อยแล้ว แค่นั้นยังไม่พอ เวียดนามยังได้เกาหลีใต้เข้ามา ช่วยจัดตั้งโครงการมหาวิทยาลัยเสมือน (Virtual University) ที่มหาวิทยาลัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮานอย และให้ช่วยจัดทำ โปรแกรม e-Learning ให้กับมหาวิทยาลัยเปิดแห่ง ฮานอยอีกด้วย
การที่นักเรียนและสถาบันการศึกษาของเวียดนามสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกสบาย และมี ประสิทธิภาพ บวกกับความตั้งใจจริงของผู้นำประเทศในการที่จะปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปหลักสูตร ทำให้คุณภาพการศึกษาของเวียดนามนั้นดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จากการทดสอบเด็กทั่วโลกล่าสุดใน 3 วิชาคือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการอ่าน โดย PISA ผลปรากฎว่าเด็กเวียดนามทำ คะแนนได้สูงเป็นอันดับ ต้นๆของโลกแล้วนะครับชนะกระทั่งเด็กอเมริกันและเด็กอังกฤษ และในการวัดผลปีที่แล้วในวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ของ OECD ปรากฎว่าเด็กเวียดนามสอบได้ที่ 12 ของโลกทิ้งห่างเด็กอเมริกันที่สอบได้ที่ 28 น่าตื่นเต้นมั้ยครับ
ผมเขียนถึงเรื่องนี้ก็เพราะจะบอกกล่าวล่วงหน้าคุณแม่คุณพ่อว่าสังคมในยุคสมัย Internet of Things จะมีหน้าตาอย่างไร เราจะได้เตรียมเลี้ยงลูกรักให้โตมาถูกทาง เดือนหน้ามาอ่านกันต่อนะครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow