AEC for Happy Family : สอนลูกให้คิดเป็น

0
76
AEC for Happy Family : สอนลูกให้คิดเป็น

AEC for Happy Family กับเกษมสันต์ (กันยายน 2557)

สอนลูกให้คิดเป็น

เคยเป็นใช่มั้ยครับ เวลาเราเห็นอะไรสักอย่างแล้วเราก็คิดไป แต่พอสุดท้ายรู้ความจริงสิ่งที่เราเห็นและเราคิด กลับผิดไปจากความจริง ประสบการณ์นี้ผมได้มาจากคณะที่ผมพาไปเที่ยวพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เมืองที่คนไทยไม่ค่อยอยากจะไปเที่ยวกัน ทั้งๆที่นั่นมีอะไรดีๆ มากมาย

พนมเปญวันนี้เจริญมากกว่าที่คุณแม่คุณพ่อจะคิดถึง เพราะเวลาดูข่าวในโทรทัศน์ทีไรก็มักจะเห็นแต่ภาพในมุม ที่ไม่ค่อยเจริญนักของพนมเปญใช่มั้ยครับ? เรื่องนี้อธิบายได้อย่างนี้ครับ นักข่าวเวลาเดินทางไปทำข่าวต่างประเทศ มักจะเลือกทำข่าวหรือเลือกถ่ายภาพแปลกๆที่บ้านเมืองตัวเองไม่มี นักข่าวไทยเวลาไปพนมเปญ เห็นอะไรที่ แปลกตาหรือพูดง่ายๆที่ยังไม่ค่อยเจริญเหมือนไทยเรา เขาก็มักจะเก็บเอามานำเสนอ เหมือนๆกับนักข่าว ต่างประเทศที่มาทำข่าวเมืองไทยนั่นแหล่ะครับ พวกนี้เวลามาเมืองไทยก็มักจะชอบไปถ่ายทำข่าวในที่แปลกๆ ไม่ค่อยเจริญหรือไม่ก็เพี้ยนจนบ้าบอไปเลย คนไทยเองดูแล้วก็จะงงๆว่าไปถ่ายที่ไหนมาเนี่ย? ที่ดีๆมีเยอะแยะ ทำไมไม่ไปถ่าย ยังมีฝรั่งอีกมากมายที่คิดว่าทุกวันนี้เด็กไทยเวลาไปโรงเรียน ยังต้องขี่ช้างไปโรงเรียนกันอยู่เลย

เหมือนตอนที่เมืองไทยเราสีแดงสีเหลืองผลัดกันชุมนุม ต่างชาติดูข่าวแล้วก็ต้องรีบห้ามประชาชนของเขามาเที่ยว กลัวเป็นอันตราย แต่คนไทยกลับไปเดินเล่นไปช็อปปิ้งแถวๆที่ชุมนุมหน้าตาเฉย เพราะฉะนั้น อย่าเชื่อเพียงข่าว หรือภาพที่เราได้เห็นจากทางโทรทัศน์หรือโซเชียลมีเดียนะครับ ต้องไปดูด้วยตาตัวเองว่าพนมเปญเจริญมากกว่า ที่คุณแม่คุณพ่อเคยเห็นหรือเคยได้ยิน

ประเด็นที่อยากจะเอามาแชร์ให้คุณแม่คุณพ่อเก็บเอาไปสอนลูกรักอยู่ที่วิธีมองและวิธีคิดครับ เพราะเวลาเรา ไปเที่ยวกัมพูชา ภาพที่เห็นมันจะชวนให้เราคิดไปต่างๆนาๆ ซึ่งส่วนใหญ่คิดแล้วจะทำให้เราดูถูกดูแคลน คนกัมพูชาเสียเป็นส่วนใหญ่

เรื่องแรกที่ควรรู้ก่อนเลยก็คือเราควรเรียกประเทศนี้ว่ากัมพูชาหรือขะแมร์ คนกัมพูชาหรือคนขะแมร์ ซึ่งเขาจะชอบมากกว่าการเรียกเขาว่าประเทศเขมรหรือคนเขมร ซึ่งทางโน้นเขารู้สึกว่าคำว่า “เขมร” นั้นออกแนวดูถูกเขา เหมือนๆกับที่เราเรียกคนจีนว่า “เจ๊ก” นั่นล่ะครับ

เรื่องต่อมาที่ควรรู้ก็คือคนกัมพูชาเป็นคนตรงๆ อยากได้อะไรเขาก็จะขอตรงๆ ซึ่งลักษณะนิสัยแบบนี้ แตกต่างจากคนไทยค่อนข้างมาก เพราะคนไทยมักจะไม่ขอกันตรงๆ แม้ว่าลึกๆแล้วอยากได้ใจจะขาด คนกัมพูชาเขาจะขอหรือบอกตรงๆเลยครับว่าอยากได้ เช่นถ้าเราจ้างคนขับรถหรือจ้างไกด์ชาวกัมพูชา ถ้าเขาทำงานมากกว่าที่ตกลงกันไว้ เขาก็จะขอค่าจ้างเพิ่มหรือขอทิปเพิ่ม คนไทยได้ยินแล้วจะรู้สึกแปลกๆ ไม่คุ้นเคยกับการขอตรงๆแบบนี้และจะรู้สึกไม่ชอบ

คุณแม่คุณพ่อต้องสอนตัวเองและสอนให้ลูกรักเปิดตาและเปิดความคิดให้กว้างๆไว้นะครับ เพราะคนแต่ละชาติ แต่ละวัฒนธรรมย่อมจะมีวิธีคิดและวิธีปฏิบัติไม่เหมือนกัน เราอย่าไปเอาวัฒนธรรมและวิธีคิดแบบคนไทย ไปตัดสินวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนชาติอื่น คนกัมพูชาเขารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเป็นเรื่องธรรมดา มากๆที่เขามีสิทธิจะขอตรงๆ ที่น่าสนใจก็คือเมื่อเขาขอตรงๆแล้วเราไม่ให้ เขาก็จะคิดว่าเป็นสิทธิของเรา ที่จะตัดสินใจว่าควรจะให้หรือไม่ให้ คนกัมพูชาเขาก็เคารพสิทธิอันนี้ของเรา ไม่ให้ก็ไม่ได้ว่าอะไร

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือการไปนั่งรถในพนมเปญหรือเมืองอื่นๆ ซึ่งจะทำให้คุณแม่คุณพ่อและลูกรักรู้สึกเสียวไส้ ได้มากเป็นพิเศษแต่ไม่ใช่เพราะว่า รถที่โน่นเป็นรถพวงมาลัยซ้ายการขับรถจึงต้องขับชิดขวา ถ้าขับช้าต้องขับเลน ขวาสุด ถ้าขับเร็วก็ขับเลนซ้ายสลับกับเมืองไทยเราหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะวิธีการขับรถของคนที่นั่นต่างหาก ครับที่ทำให้เราเสียวได้ตลอดเวลา เสียวแรกก็คือเราจะรู้สึกว่าเขาขับรถไม่มีระเบียบ ไม่อยู่ในเลน เบียดกันไป เบียดกันมา นั่งๆอยู่ก็ดูเหมือนรถฝั่งตรงข้ามจะวิ่งมาหารถเราตลอดเวลา ส่วนที่เสียวและน่าสะพรึงใจที่สุด โดยเฉพาะ เมื่อไปถึงกัมพูชาใหม่ๆก็คือคนที่นั่นเขาจะกลับรถตัดหน้ากันบ่อยมากๆ รถเราวิ่งเลนซ้ายอยู่ดีๆ เดี๋ยวก็จะมีรถจากเลนขวากลับรถตัดหน้ารถเราไปเฉยๆซะอย่างนั้น

คนไทยทุกคนที่มากัมพูชาบอกตกใจทุกคน บ่นกันทุกคน แต่พอเข้าใจวัฒนธรรมและวิธีคิดของเขาก็จะหาย ตกใจครับ เพราะคนที่นั่นเขาขับรถตามความเร็วที่รัฐบาลกำหนด คือในเมืองขับรถกันได้ไม่เกิน 40 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ส่วนนอกเมืองออกไปหน่อยขับเร็วได้ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นเวลาขับรถในเมือง แล้วอยากจะกลับรถ คนที่นั่นเขาก็จะจอดหรือขับชะลอๆชิดขวาเอาไว้ พอมีจังหวะก็จะหักซ้ายกลับรถเลย ซึ่งถ้ามีรถวิ่งมาเลนซ้ายเขาก็ไม่ตกใจเพราะรถที่วิ่งด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น เขาคำนวณความเร็ว กันถูกว่าสามารถกลับรถทันก่อนคันทางเลนซ้ายจะวิ่งมาถึง หรือถ้าไม่ทันจริงๆคันทางเลนซ้ายก็จะชะลอให้

คิดกันได้แบบนี้ทุกคัน เขาก็เลยกลับรถกันแบบนี้กันทุกคัน  อาจจะดูหวาดเสียวสำหรับคนต่างชาติแต่สำหรับ คนกัมพูชาเขาสบายๆครับ ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือแม้การกลับรถจะฉิวเฉียด แต่คนขับรถที่นั่นก็ไม่อารมณ์เสีย หงุดหงิดหรือบีบแตรใส่กันง่ายๆ อย่างดีก็แค่ชะลอๆมากขึ้นหน่อย

พอเข้าใจว่าเขาขับรถตามความเร็วที่กฎหมายกำหนดและเขาประเมินดูแล้วว่ากลับรถทันแน่ เขาจึงกลับรถกัน แบบนั้น ผมก็เลยนั่งรถแบบมีความสุขขึ้นมากไม่ต้องนั่งเสียวนั่งเกร็ง พอกลับมาย้อนคิดถึงวิธีขับรถแบบคนไทย ที่เร่งได้เร่งเหยียบได้เหยียบ ไม่สนความเร็วที่กฎหมายกำหนด ใครขับช้า ใครชะลอ ใครขัดตัดหน้าเราบีบแตรไล่ ถ้าใครมากลับรถตัดหน้ากันแบบที่คนกัมพูชาเขาทำกัน รับรองว่าได้เห็นคนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฆ่ากันตาย วันละหลายสิบราย

ตกลงใครกันแน่ที่มีวัฒนธรรมและวิธีคิดน่ารักกว่ากัน ตกลงใครกันแน่ที่ขับรถไม่มีวัฒนธรรม น่าคิดนะครับ ตรงนี้ล่ะครับที่ผมอยากให้คุณแม่คุณพ่อสอนให้ลูกรักเปิดใจให้กว้างๆและพยายามคิดว่าทำไมคนต่างชาติต่าง วัฒนธรรมจึงมีการกระทำที่ต่างกัน จากเดิมตอนไปถึงใหม่ๆเราอาจจะคิดว่าคนกัมพูชาขับรถไม่ดีไม่มีวัฒนธรรม แต่พอเข้าใจเหตุผลและวิธีคิดของเขา เราต้องคิดใหม่ว่าคนที่นั่นเขาขับรถอย่างมีวัฒนธรรมและน่ารัก กว่าคนไทย เราเยอะเลยครับ

เพราะฉะนั้นเวลาเราเห็นคนต่างชาติเขามีพฤติกรรมที่ต่างไปจากเรา ต้องสอนลูกรักว่าอย่าเพิ่งรีบไปตัดสิน ว่าพฤติกรรมนั้นถูกหรือผิด แต่ให้ค่อยๆคิดว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ถ้าลูกรักยังเล็กเกินไปกว่าที่จะคิดได้ขนาดนี้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคุณแม่คุณพ่อแล้วล่ะครับที่ต้องคิดให้ออกแล้วค่อยๆสอนลูกให้เข้าใจอย่างถูกต้อง สอนลูกแบบนี้บ่อยๆ รับรองว่าลูกจะมีทัศนคติที่เปิดกว้างและเขาจะโตมาเป็นคนที่เข้าใจโลกได้ง่าย จะไม่เป็นคนดูถูกคนที่มีพฤติกรรมต่างไปจากเรา จะไม่รีบตัดสินคนจากการกระทำบางอย่างที่แปลกๆ แนวคิดแบบนี้จำเป็นสำหรับลูกรักมากนะครับ เพราะเมื่อเราเข้าสู่การเป็น AEC จะมีคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม เข้ามาทำงานเข้ามาอยู่อาศัยมาท่องเที่ยวมากขึ้น หรือในอนาคตลูกรักอาจจะต้องไปทำงานในต่างประเทศ หากลูกรักมีทัศนคติ ที่เปิดกว้าง เขาก็จะเข้าสู่ AEC อย่างผู้ชนะและมีความสุขครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow