AEC for happy family : เมียนมาน่ารัก

0
100
AEC for happy family : เมียนมาน่ารัก

AEC for Happy Family กับเกษมสันต์ วีระกุล (มกราคม 2558)

เมียนมาน่ารัก

วิถีชีวิตของคนเมียนมานี่เขาผูกพันกับพุทธศาสนามากๆเลยนะครับ เมืองและเจดีย์ต่างๆมักจะมี “ตำนาน”  เล่าขานความเป็นไปเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าเสมอ ยกตัวอย่างเช่นเมืองหงสาวดี หรือที่ออกเสียงว่า ฮันด่ะหวะดิในภาษาเมียนมานั้น มีตำนานเล่าว่าเมื่อก่อนหน้านี้บริเวณนี้เป็นน้ำที่เวิ้งว้าง เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า เสด็จผ่านมาทางนี้พร้อมพระอรหันต์อีก 500  รูป ก็ปรากฎว่ามีหงส์คู่หนึ่งอยากจะทำความเคารพ แต่ด้วยความที่มีพื้นดินเล็กนิดเดียวแค่เพียงพอจะให้หงส์เกาะได้เพียงตัวเดียว หงส์ตัวผู้จึงเป็นตัวที่เกาะพื้นดินแล้วก็ให้หงส์ตัวเมีย เกาะไหล่ แล้วหงส์ทั้งคู่ก็ทำความเคารพพระพุทธเจ้า

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเห็นเช่นนั้นก็ทรงพระสรวลและตรัสกับพระอรหันต์ว่านี่เป็นนิมิตที่ดี อีกหน่อยบริเวณตรงนี้ จะมีกษัตริย์สองพระองค์มาสร้างเมืองตรงนี้และจะเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ จึงทรงตั้งชื่อเมืองนี้ว่า “ฮันด่ะหวะดิ”  เมืองนี้จึงมีสัญลักษณ์ของเมืองเป็นหงส์สองตัวโดยมีตัวหนึ่งเกาะบ่าอีกตัวหนึ่งอยู่

รัฐบาลเมียนมาเขาสร้าง “ด่ะหมะโย่ว” หรือ “โรงธรรมะ”  ไว้ในทุกหมู่บ้าน ถ้าเป็นเมืองใหญ่ๆเช่นเมือง “หยั่นโกว่น” หรือที่คนไทยเรียก “ย่างกุ้ง” นั้น จะมีด่ะหมะโย่วมากนับร้อยเลยทีเดียว ทุกวันพระ เขาก็จะนิมนต์พระ นักเทศน์มาแสดงธรรม ชาวบ้านก็มาฟังธรรม มาทำบุญ และถ้ามีฐานะหน่อยก็จะมาทำทาน ด้วยการทำอาหารมาแบ่งปันให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มาฟังธรรม ทั้งการฟังธรรม การทำบุญทำทาน และการทานอาหาร เขาจะทำให้แล้วเสร็จภายในเพล เพราะทุกๆวันพระคนเมียนมาส่วนใหญ่เขามักจะถือศีล 8 หรือศีล 10 กัน

ถ้าเป็นช่วงเข้าพรรษา อะไรที่เป็นงานมงคล คนเมียนมาเขา จะไม่จัดเลย ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เพราะเขาอยากให้พระได้ศึกษาพระธรรมได้อย่างเต็มที่ เขาจะรอจนถึงวันออกพรรษาหรือ “ต๊ะดินจุ๊ด” งานมงคล ต่างๆที่ว่างเว้นการจัดมาตลอด 3 เดือน ก็จะเริ่มจัดกันคึกคักทั่วประเทศ ผู้คนจะจับจ่ายใช้สอยกันอย่างมาก ในช่วงนี้และถือเป็นช่วงที่ธุรกิจต่างๆขายดีที่สุดในรอบปี

เมืองไทยของเรามี “มิดเยียร์เซลล์หรือเยียร์เอนด์เซลล์” ที่ธุรกิจจะขายดี แต่ที่เมียนมา “ออกพรรษาเซลล์” หรือ “ต๊ะดินจุ๊ดเซลล์”  ใครไปเที่ยวเมียนมาในช่วงนี้ ก็จะเห็นห้างร้านต่างๆขึ้นป้าย “ต๊ะดินจุ๊ดเซลล์”  กันทั้งเมือง

คนเมียนมาเขาเคร่งมาก เวลาเข้าวัด เขาก็จะถอดรองเท้าและเดินเท้าเปล่าเข้าวัดกัน ทำกันแบบนี้ตั้งแต่อดีตมาจน ถึงปัจจุบัน เมื่อตอนที่อังกฤษยังปกครองเมียนมาอยู่นั้น คนอังกฤษซึ่งใส่รองเท้าคัทชูนั้นจะไม่ยอมถอดรองเท้า ก่อนเดินเข้าวัด ทำให้พระอูวิสาระและนักศึกษาต้องมานอนจนเต็มพื้นวัดและประกาศว่าถ้าคนอังกฤษไม่ยอม ถอดรองเท้าก่อนเข้าวัด ก็ให้เดินย่ำไปบนตัวพวกเขาเสียเลย พวกเขาจะไม่ยอมให้รองเท้าของคนอังกฤษเหยียบ โดนพื้นวัด สุดท้ายคนอังกฤษต้องยอมถอดรองเท้าก่อนเข้าวัด และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักศึกษาเมียนมา เขารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อต่อสู้และเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษจนได้รับชัยชนะในที่สุด เห็นมั้ยครับ แม้กระทั่งการต่อสู้เพื่อเอกราชยังเริ่มต้นจากความเคร่งศาสนา

ปัจจุบันคนเมียนมาเขาก็ยังเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ยังทำบุญและยังละอายและเกรงกลัวต่อการทำบาป การลัก ขโมยจึงแทบจะไม่มีให้เห็น คนไทยคนหนึ่งบอกกับผมว่าเขาทำกระเป๋าสตางค์ซึ่งมีสตางค์อยู่หลายร้อยดอลล่าร์ สหรัฐฯหล่นที่แหล่งท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของเมืองหยั่นโกว่นในยามค่ำคืน คือถนนสายที่ 19  เชื่อมั้ยครับ         คนเมียนมาที่เก็บได้เปิดกระเป๋าดู เห็นสตางค์และเห็นบัตรที่มีรูปเจ้าของกระเป๋าอยู่ ก็เลยเดินตามหาเขาจนเจอ   เพื่อจะคืนกระเป๋า

ถึงตรงนี้สงสัยมั้ยครับ ว่าถ้าคนเมียนมาเขาเป็นคนดีและเคร่งศาสนาขนาดนี้ ทำไมถึงมีข่าวคนเมียนมา ทำร้ายและฆ่านายจ้างไทยหรือลักขโมยของเป็นประจำในเมืองไทย?

อย่างที่เขียนไว้ในตอนที่แล้วนะครับ ว่าเมียนมาเขามีชนเผ่ามากมาย และคนแต่ละชนเผ่าก็จะมีนิสัยใจคอที่ไม่ เหมือนกัน การศึกษาก็มีไม่เท่ากัน ถ้าเป็นชนเผ่าเล็กๆส่วนมากจะไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ จิตใจก็อาจจะโหดร้าย ไม่เหมือนคนเมียนมาส่วนใหญ่ คนชนเผ่าเล็กๆที่ไม่มีการศึกษาและจิตใจโหดร้ายนี่แหล่ะครับ ที่เข้ามาทำงานใน เมืองไทย และก่อเหตุไม่ดีที่เราได้ข่าวเป็นระยะ ๆ แต่ไทยเราไม่เคยแยกแยะว่าเขาเป็นคนชนเผ่าอะไร แต่เหมารวม เอาไปหมดว่าเป็นคน “พม่า”

ต่อไป ถ้าจะรับคนจากเมียนมามาทำงาน จะงานบ้านหรืองานโรงงาน ควรจะถามดูหน่อยนะครับว่าเขาเป็นคนชนเผ่าอะไร เรียนหนังสือมาหรือเปล่า ถ้ามาจากชนเผ่าใหญ่ๆและเรียนหนังสือมา อย่างนี้ไว้ใจได้ครับ เวลาเกิดเหตุร้าย ทางการไทยก็ควรจะแยกแยะให้ออกว่าคนที่ก่อเหตุนั้นเป็นชนเผ่าอะไร คนไทยเราจะได้ไม่เข้าใจผิด เหมารวมเอาว่าคนเมียนมานั้นจิตใจโหดร้ายไปซะทั้งหมด เหมือนเราล่ะครับใครมาเหมารวมว่าคนไทย ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เราเองก็คงจะไม่พอใจเหมือนกัน

อีกเรื่องที่น่าประหลาดใจมากๆก็คือ ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของเมียนมานั้น เขาไม่ได้เขียนว่าเมียนมารบกับ เมืองไทยนะครับ แต่ในทางตรงกันข้าม คนไทยเรากลับเรียนวิชาประวัติศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ว่าไทยเรารบกับเมียนมา บ่อยๆ พวกนี้แหล่ะที่พยายามจะเข้ามารุกรานไทยเราหลายครั้งหลายหนทั้งๆที่เราเป็นชาติที่รักสงบ เพราะฉะนั้น เวลาที่เจอกัน คนเมียนมาเขาจะมีความรู้สึกดีๆให้กับคนไทย ชอบคนไทย อยากจะทำมาค้าขายกับคนไทย และรู้สึกว่าคนไทยโชคดีที่เมืองไทยพัฒนาเร็วกว่าประเทศเขา แต่คนไทยจะรู้สึกตรงกันข้าม จะไม่ชอบเมียนมาในความรู้สึกลึกๆ เพราะเรียนมาว่าพวกเขาชอบมารังแกเรา

ไปเห็น ชเวดะโก่นหรือเจดีย์ชเวดากอง ใจหนึ่งก็รู้สึกทึ่งในความงดงาม อีกใจก็นึกว่า นี่ดูสิไปปล้นเอาทองจาก กรุงศรีอยุธยาของเรามาสร้างเจดีย์ แย่จังเมียนมานี่ แต่สำหรับคนเมียนมาเอง ชเวดะโก่นนี่เขาสร้างมาตั้งแต่สมัย กรุงสุโขทัยก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียอีกนะครับ

ผมมีโอกาสเจอผู้ใหญ่คนหนึ่งของเมียนมา ก็เลยถามเขาว่าตำแหน่งของเมียนมาบนแผนที่การแข่งขันโลกนั้นคือ อะไร ผู้ใหญ่ท่านนั้นตอบว่า เห็นเมืองไทยอยากจะเป็น “ครัวโลก” ใช่มั้ย เมียนมาอยากจะเป็น “สวนครัว” ให้ ประเทศไทย เพราะเขามีพื้นที่มากมายที่อุดมสมบูรณ์สำหรับปลูกพืชผักผลไม้และเลี้ยงสัตว์ ที่สำคัญเขารักและ เขาอยากจะทำงานร่วมกับคนไทย ฟังแล้วทั้งอึ้งทั้งซึ้ง คนเมียนมาส่วนใหญ่จะคิดแบบนี้คือรักและอยากจะมา ค้าขายกับคนไทยเกือบทั้งนั้น

ไม่น่าเชื่อนะครับแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่สอนเราตอนเด็กๆ ที่นอกจากตอนเรียนจะน่าเบื่อแล้ว ยังทำให้คนไทย เรากลายเป็นคนรักชาติแบบคลั่งชาติ รักชาติเราชาติเดียวแต่ชาติอื่นๆเกลียดหมดไปได้แบบที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

ไทยเราเป็นศูนย์กลาง AEC ไม่ได้หรอกนะครับ ถ้าคนไทยเราคลั่งชาติ รักแต่ชาติไทยเกลียดชาติอื่น ถ้าคุณแม่คุณพ่อมีโอกาสพาลูกรักไปเที่ยวเมียนมา ผมอยากให้ทำการบ้านอ่านประวัติศาสตร์ทั้งสองประเทศ ให้ดีๆ เวลาไปเที่ยวจะได้ค่อยๆเล่าประวัติศาสตร์ เล่าวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนเมียนมาให้ฟัง เมื่อโตขึ้นลูกรักจะได้ เป็นคนที่รักคนในประเทศเพื่อนบ้านของเรา

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow