PERSPECTIVE OF AEC สิบความเข้าใจผิด

0
191

ก้าวเข้าสู่ปี 2558  แล้วเราคงได้เห็นใครต่อใครนับถอยหลังเข้าสู่ AEC กันยกใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด กันไปมากกว่านี้ ผมขอบันทึกความเข้าใจผิดของคนไทยส่วนใหญ่ที่มีเกี่ยวกับ AEC ไว้ซะตั้งแต่ต้นปี อย่างนี้เลยนะครับ

หนึ่ง ไม่ว่าจะมี AEC หรือไม่ก็ตาม ประเทศไทยคนไทยก็ต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นๆให้ได้อยู่ดี ที่สำคัญการแข่งขันในระดับโลกปัจจุบันประเทศต่างๆนิยมใช้วิธีจับมือกัน ร่วมมือกัน จับเป็นกลุ่มประเทศกัน เพื่อแข่งขันและเพื่อเจรจาต่อรองกับกลุ่มประเทศอื่นๆ

สอง เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มาถึง หลายคนนึกว่าคงจะคึกคักๆคล้ายๆวันเปิดห้างสรรพสินค้า สินค้าวัตถุดิบ แรงงานที่มีฝีมือ เงินทุนจะเคลื่อนย้ายอย่างเสรี เข้าใจผิดหมดนะครับ เราไม่ได้รอจนถึงวันนั้นเพื่อจะเป็น AEC แต่วันนี้เราก็เป็น AEC กันแล้วเพียงแต่ว่าอะไรๆที่ตกลงกันไว้มันยังไม่สมบูรณ์ 100% เท่านั้นเอง อะไรหลายๆ อย่างที่ตกลงกันไว้ว่าจะลดเช่นภาษีสินค้าและวัตถุดิบแต่ละประเทศก็ทยอยลดๆกันไปจนเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นใครอยากจะค้าขายอะไรกับใครก็ไม่จำเป็นจะต้องรอวันที่ 31 ธันวาคม 2558 อยากจะซื้อขายนำเข้า ก็สามารถทำได้อยู่แล้ว

สาม การรวมตัวกันแบบอาเซียนนั้นเป็นการรวมตัวกันแบบหลวมๆ ไม่บังคับใจกัน ตกลงกันแล้วใครพร้อมทำ ก็ดีใครไม่พร้อมทำก็ไม่มีใครว่าอะไร เป็นรูปแบบพิเศษของการรวมตัวกัน การรวมตัวแบบหลวมๆไม่บังคับกัน นี่แหล่ะครับที่เป็นจุดแข็งของอาเซียนที่ทำให้เราไม่ทะเลาะกัน เพราะฉะนั้นข้อตกลงบางข้อเช่นข้อที่ว่า  AEC  จะให้แรงงานมีฝีมือเช่น หมอ หมอฟัน พยาบาล วิศวกร นักบัญชี ฯลฯ เคลื่อนย้ายเสรีไปทำงานที่ประเทศสมาชิก ไหนก็ได้ แต่ในความเป็นจริงประเทศสมาชิกต่างๆรวมทั้งไทยด้วยยังไม่ยอมแก้กฎหมายของตัวเอง ยังกลัวคน ชาติอื่นมาแย่งงานคนของตัวเอง ดังนั้นถ้าหมอชาติอื่นๆจะมาทำงานในเมืองไทยก็ยังต้องมาสอบใบประกอบ โรคศิลป์เป็นภาษาไทย สุดท้ายจะไม่มีหมอชาติไหนเลยมาทำงานในเมืองไทยได้ อาชีพอื่นๆก็เหมือนกัน เพราะ ฉะนั้นเมื่อถึงวันที่ 31 ธันวาคม การเคลื่อนย้ายเสรีของแรงงานมีฝีมือ 7 อาชีพก็จะยังไม่เกิดขึ้น เหมือนๆกับ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีที่จะยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆนั่นแหล่ะครับ

สี่ การพูดว่าเรากำลังเข้าสู่การเป็น  AEC นั้น เป็นการพูดที่ไม่ตรงกับความจริง 100% เพราะถ้าจะพูดให้ถูกต้อง เราต้องพูดว่า เรากำลังเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community : AC)  ประชาคมอาเซียนหรือ AC นั้นมี 3 ประชาคมด้วยกันคือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ( ASEAN Political-Security Community : APSC) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ( ASEAN Socio-Culture Community : ASCC) และประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC)  สองประชาคมแรก APSC และ ASCC นั้นมีความ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า AEC แต่การร่วมไม้ร่วมมือกันส่วนมากจะเป็นบทบาทหน้าที่ของภาครัฐมากกว่า ภาคเอกชน และผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนก็จะน้อยกว่า AEC ผมซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็เลย ให้ความสำคัญกับ AEC มากกว่า APSC และ ASCC และเน้นเฉพาะ AEC ผู้คนเลยติดปากคำว่า AEC มากกว่าคำอื่นๆ เอาเป็นแม้ว่าเราจะพูดถึง AEC บ่อยๆแต่ขอให้เข้าใจตรงกันว่าเรากำลังหมายถึงประชาคมอาเซียน AC ทั้งหมดก็แล้วกัน

ห้า การเป็น  AEC  แม้จะเป็นการรวมตัวกันของ 10 ประเทศมีประชากรรวมกันมากถึง 600 ล้านคนเศษ มีขนาดเศรษฐกิจรวม  76 ล้านล้านบาทเศษนั้นน่ะ บางคนอาจจะนึกว่าใหญ่โตแต่ความจริงเล็กนิดเดียวนะครับ ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร แต่ที่โลกทั้งโลกสนใจ AEC ก็เพราะพวกเราไปจับมือกับอีก 6 ประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย ที่เรียกว่า ASEAN+6 (อาเซียนพลัสซิกซ์) และมีข้อตกลงทางการค้า กันที่จะให้สิทธิพิเศษทางการค้าขายระหว่าง 16 ประเทศนี่แหล่ะครับที่เป็นแม่เหล็กสำคัญที่จะดึงดูดให้โลกทั้ง โลกที่เหลืออยากมาทำมาค้าขายและลงทุนใน AEC เพราะเมื่อรวมกันเป็น ASEAN+6 แล้วพวกเรามีคนรวมกัน ราวๆ 3,400 ล้านคนหรือประมาณครึ่งโลก ขนาดเศรษฐกิจยิ่งน่าสนใจเพราะจะเพิ่มจาก 76 ล้านล้านบาทกลาย เป็น 703 ล้านล้านบาทหรือประมาณ 28%ของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว นอกจาก ASEAN+6 จะใหญ่โตทั้งในแง่ จำนวนคนและขนาดเศรษฐกิจแล้ว ASEAN+6  นี่ยังน่าสนใจมากๆในแง่ที่ว่าพวกเรานี่เป็นกลุ่มประเทศที่กำลัง เติบโตกำลังกินกำลังใช้กันทุกประเทศเลย ประเทศไหนที่อยากจะออกไปค้าขายกับโลกถ้าไม่มุ่งหน้ามาที่ AEC  เพื่อค้าขายกับ ASEAN+6 นี่ถือว่าคิดไม่เป็นเลยทีเดียว

หก ที่คนไทยเราเข้าใจมาโดยตลอดว่าประเทศเราเป็นศูนย์กลาง AEC เพราะทำเลที่ตั้งของประเทศเรานั้นอยู่ตรง กลางภูมิภาคดีที่สุดนั้นเป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง เพราะปัจจุบันสิงคโปร์ต่างหากที่เขาเป็นศูนย์กลาง AEC มานานแล้ว บริษัทการเงินการค้าระดับโลกต่างก็เลือกที่จะไปตั้งสำนักงานในสิงคโปร์แทนที่จะมาประเทศไทย กันทั้งนั้น เมื่อดูความพร้อมต่างๆในการจะเป็นศูนย์กลาง AEC ไม่ว่าจะเป็นความยากง่ายในการทำธุรกิจ ความ โปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้นสิงคโปร์เหนือกว่าไทยอย่างเทียบไม่ติดโดย เฉพาะเรื่องความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นที่ไทยเราได้ที่ 102 ของโลกได้คะแนน 35คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เทียบกับสิงคโปร์ที่ได้ที่  5 ของโลกและได้ 86 คะแนน

เจ็ด คำว่าความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ธุรกิจระดับโลกเขาให้ความสนใจและใช้เป็นประเด็นพิจารณาก่อน ตัดสินใจมาลงทุนในประเทศต่างๆนั้น มีความหมายมากกว่าถนนหนทางและรางรถไฟซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เบสิคเท่านั้นนะครับโครงสร้างพื้นฐานที่โลกเขาสนใจนั้นเขายังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะฉะนั้นต้องระวังให้ดีนะครับถ้าไทยเรามัวแต่เน้น พัฒนาเฉพาะถนนหนทางและรางรถไฟแต่ละเลยโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ เราจะยิ่งล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน

แปด วันนี้เศรษฐกิจประเทศไทยเราอ่อนแอเต็มที เราเคยตั้งความหวังจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียแข่งกับมาเลเซีย แต่มาถึงวันนี้มาเลเซียแซงหน้าประเทศไทยไปแล้วจนไม่เห็นฝุ่น เพราะเขากำลังจะก้าวไปเป็นประเทศพัฒนาแล้ว คู่กับสิงคโปร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นำหน้าประเทศไทยอย่างน้อย 10 ปี และที่เศรษฐกิจไทยเราอ่อนแอขนาดนี้ ก็เพราะเราไม่มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ไม่มีตำแหน่งประเทศที่ชัดเจน

เก้า สิ่งที่ประเทศไทยเราเรียกว่ายุทธศาสตร์นั้นทั้งโลกเขาเรียกความฝัน เขาไม่เรียกยุทธศาสตร์ เพราะการเขียน ยุทธศาสตร์ที่ดีที่ประเทศอื่นๆเขาเขียนแล้วพัฒนาประเทศได้จริงอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ เขาจะ เขียนกรอบวิธีการทำประกอบไว้ในยุทธศาสตร์ด้วย การเขียนเป้ากว้างๆเบลอๆแบบไทยโดยไม่เขียนกรอบวิธี การทำไว้ด้วยนั้น ไทยเราเขียนมานานแล้วและทำไม่ได้ซักที ยกตัวอย่างเช่นเราเขียนกันมาตลอดว่าเราต้องยก ระดับสินค้าส่งออกให้ส่งสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ ยกระดับไปอยู่ในแวลูเชนตำแหน่งสูงๆ เขียนแค่นี้โดยไม่มี กรอบวิธีการทำ ผลก็คือสินค้าส่งออกของไทยเราก็เลยเป็นสินค้าตัวเดิมๆที่วันนี้โลกไม่ต้องการ การส่งออกของ ไทยก็เลยทรงๆทรุดๆมาหลายปีละ ต่างไปจากประเทศเพื่อนบ้านที่การส่งออกของเขาโตเอาโตเอา

สิบ ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยของเศรษฐกิจของไทยในช่วง  5 ปีที่ผ่านมา 2552-2556  นั้นไทยเราโตเฉลี่ยแค่ 3% ต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโต 20 ปีในช่วง 2534-2553  ที่ไทยเราโตเฉลี่ย 4.5% ปี 2557 นี้เศรษฐกิจเราก็จะโต ประมาณ 1% เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเราอ่อนแอมากจริงๆ เราไม่ได้เก่ง ไม่ได้แข็งแรงพร้อมจะแข่งกับประเทศอื่นๆอย่างที่หลายคนเข้าใจนะครับ

ถ้าไทยเรายังไม่สามารถฉวยเอาโอกาสที่เราอยู่ใน AEC ปฏิรูปประเทศกันอย่างจริงจังแล้วล่ะก็ น่าเป็นห่วงอนาคตของลูกหลานเราอย่างมากเลยนะครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow