PERSPECTIVE OF AEC รู้จักเมียนมา

0
100

แปลกนะครับ ตั้งแต่ “สหภาพพม่า” เขาเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สหภาพเมียนมา” ในปี พ.ศ. 2532 และมาเปลี่ยน อีกครั้งเป็น “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา” คนไทยส่วนมากก็ยังติดปากเรียกเขาว่า “พม่า”​และไม่สนใจว่า ทำไมเขาต้องเปลี่ยนชื่อ แถมยังบอกว่ามีตั้งหลายประเทศที่เราเรียกชื่อของเขาไม่ตรงกับภาษาอังกฤษ เช่น Japan เราก็เรียกเขาญี่ปุ่น Portugal เราก็เรียกเขาว่าโปรตุเกส เพราะฉะนั้นจะ “Burma หรือ Myanmar” เราก็จะเรียกเขา เหมือนเดิมต่อไปว่า “พม่า”

ในอดีตเมียนมานั้นเคยถูกอังกฤษปกครอง ชื่อเมืองต่างๆและชื่อประเทศจึงถูกเขียนและเรียกโดยภาษาอังกฤษซึ่ง ไม่มีอักษร วรรณยุกต์และเสียงมากพอที่จะออกเสียงคำของเมียนมาร์ได้อย่างชัดเจน อังกฤษจึงเรียกชื่อประเทศนี้ ตามชื่อชนเผ่ากลุ่มใหญ่ที่ชื่อ “บะหม่า”  ว่า “Burma” ทำให้ไทยเราเรียกเขาว่า “พม่า” ตามภาษาอังกฤษ

ประเทศนี้เขามีชนเผ่ามากมาย ชนเผ่าใหญ่ที่สุดคือ “ชนเผ่าบะหม่า” มีราวๆ 60% ของประชากรทั้งหมด เผ่ารองๆลงมายังมีอีก  7 เผ่าอาศัยอยู่ตามรัฐต่างๆล้อมรอบชาวบะหม่าอยู่ อาทิรัฐมอญ ยะไข่ ฉาน คะหยิ่น คะฉิ่น ชินและคะยา และยังมีชนเผ่าเล็กเผ่าน้อยอีกนับร้อยชนเผ่า ดังนั้นการเรียกประเทศนี้ว่า “เบอร์มา”ตามชื่อชนเผ่า บะหม่า จึงทำให้ชนเผ่าต่างๆที่ไม่ใช่ชนเผ่าบะหม่าเกิดความไม่พอใจและไม่ยอมรับ เช่นชาวไทยใหญ่ที่อาศัยอยู่ ในรัฐฉานก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็น  “บะหม่า” เหมือนๆกับชาวกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในรัฐคะหยิ่นก็ไม่ยอมรับ และไม่พอใจ

ชนเผ่าต่างๆเหล่านี้ เขามีธงชาติ มีประเพณีวัฒนธรรม อาหารการกิน แม้กระทั่งภาษาก็มีเป็นของตัวเองคำว่ามี ภาษาเป็นของตัวเองนี่ผมหมายถึงแม้กระทั่งตัวอักษรเขาก็มีเป็นของตัวเองเลยนะครับ ไม่ใช่ใช้ตัวหนังสือเดียวกัน แต่แค่ออกเสียงต่างกัน  ดังนั้นคนแต่ละชนเผ่าไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่ได้เรียนภาษาชนเผ่าอื่น เขาจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เลยนะครับ เหมือนคนไทยไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษแล้วต้องไปคุยกับคนอังกฤษนั่นแหล่ะครับคุยกันไม่รู้เรื่องเลย ก็แล้วกัน

ดังนั้นเมื่อไปเรียกคนทุกชนเผ่าว่า “บะหม่า” เขาจึงไม่ยอมรับ ปัญหาที่ตามมาคือความเป็นเอกภาพของประเทศ เมื่อมีจังหวะรัฐบาลจึงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “เมียนมา” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของเขาเองและมีความหมายว่า “แข็งแรงอย่างรวดเร็ว” เมื่อมีชื่อกลางๆขึ้นมา ชนเผ่าต่างๆจึงรู้สึกสบายใจขึ้นที่จะถูกเรียกว่าเป็นชาวเมียนมา มากกว่าถูกเรียกว่าเป็นชาวบะหม่า หรือธงเมียนมาที่รัฐบาลเอาไปให้ชนเผ่าต่างๆ ก็สบายใจขึ้นที่ใช้คู่กับธง ของชนเผ่าเขาเอง ความรู้สึกเป็นชาติเป็นหนึ่งเดียวกันก็ค่อยๆมีมากขึ้นเรื่อยๆ

PERSPECTIVE OF AEC รู้จักเมียนมา
DiverDave – Wikipedia

รู้เหตุผลที่ไปที่มาแบบนี้ เราซึ่งเป็นเพื่อนบ้านติดกันยังจะยืนยันว่าเราจะเรียกเขาว่า “พม่า” ด้วยเหตุผลที่ว่า เราคุ้นปากที่จะเรียกแบบนั้นกันอยู่หรือไม่ครับ? หรือจะเปลี่ยนมาเรียก “เมียนมา” (ออกเสียงว่าเมียนม่า) เหมือนผม

อีกเรื่องที่เราควรจะเปลี่ยนก็คือการเรียกชื่อเมือง ชื่อคน ชื่อสิ่งของ ผมคิดว่าเราควรจะเรียก ให้เหมือนกับภาษา ท้องถิ่นของเพื่อนเราให้มากที่สุด ภาษาไทยเป็นภาษาที่ร่ำรวยเสียง มีตัวอักษร มีสระและ มีวรรณยุกต์เยอะแยะ มีมากพอที่จะออกเสียงภาษาไหนๆในโลกนี้ได้อย่างชัดเจน แล้วทำไมเราจะต้องจำกัดตัวเองไปเรียกเพื่อนบ้าน ตามเสียงภาษาอังกฤษซึ่งมีเสียงน้อยกว่าเราเยอะ ทีเวลาสอนภาษาอังกฤษเรายังพยายามจะให้ออกเสียงให้ชัด เหมือนกับเวลาที่เจ้าของภาษาเขาออกเสียง แล้วทำไมเราไม่พยายามจะเรียกชื่อต่างๆของประเทศเพื่อนบ้าน ให้ชัดๆเหมือนกับเจ้าของชื่อเขาเรียกตัวเองบ้างล่ะครับ

เมืองหลวงในอดีตของเมียนมามีชื่อว่า  “หยั่นโกว่น” สมัยพระเจ้าอลองพญานำทัพลงมายึดเมืองจาก ชนเผ่ามู่น (หรือมอญในภาษาไทย) ก็เลยตั้งชื่อนี้ที่มีความหมายว่า “ปราศจากศัตรู” เพราะได้ปราบและขับไล่ชาวมู่นซึ่งตอน นั้นเป็นศัตรูกันไปให้พ้นเมืองไปได้แล้ว อังกฤษซึ่งฟังไม่ชัดออกเสียงก็ไม่เป็นก็เลยเรียกเมืองนี้ว่า “Rangoon” ไทยเราก็เลยเรียก “ร่างกุ้ง” พอพ้นจากอังกฤษ เมียนมาร์เขาเลยเรียกชื่อเมืองเขาว่า “หยั่นโกว่น” อย่างเต็มปาก แต่ภาษาอังกฤษที่มีตัวอักษรจำกัดจึงเขียนได้แค่  “Yangon” ซึ่งไทยเราก็เพี้ยนตามภาษาอังกฤษต่อว่า “ย่างกุ้ง”

ตอนเป็นเด็กพอคุณครูสอนว่า “ประเทศพม่า” มีเมืองหลวงชื่อ “ย่างกุ้ง”  ผมก็มีคำถามในใจทันทีว่าประเทศนี้เขามี กุ้งมากเหรอหรือชอบกินกุ้งเผากันมา ขนาดต้องตั้งชื่อเมืองหลวงกันแบบนี้เลย? แต่ถ้าคุณครูสอนว่าเมืองนี้ชื่อ “หยั่นโกว่น” พร้อมบอก ความหมายที่ถูกต้องแต่แรก ผมก็จะรู้จักประเทศเพื่อนบ้านผมดีขึ้นตั้งแต่เด็ก เมืองหลวงปัจจุบันของเมียนมาชื่อ “Nay Pyi Taw” ออกเสียงว่า “เนบิด่อ”  แปลว่า “ราชธานีที่ยิ่งใหญ่” ครับ

อีกเรื่องที่คนไทยไม่ค่อยรู้ก็คือคนเมียนมาเขาเป็น พุทธศาสนิกชนที่เคร่งมากๆ เคร่งขนาดที่รัฐบาลเขาสร้าง โรงธรรมะหรือ “ดะหม่ะโย่ว” ไว้ที่ใจกลางชุมชนในทุกหมู่บ้าน ทุกวันพระเขาจะนิมนต์พระนักเทศน์มาแสดง ธรรม ชาวบ้านก็มาทำบุญฟังธรรมและทำทานด้วยการทำอาหารมาแบ่งปันให้กันและกัน ทุกๆวันพระคนเมียนมา เขามักจะถือศีล 8 หรือศีล 10 กัน ถ้าเป็นช่วงเข้าพรรษา อะไรที่เป็นงานมงคล คนเมียนมาเขา จะไม่จัดเลย ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เขาจะรอจนถึงวันออกพรรษาหรือ “ต๊ะดินจุ๊ด”

เมื่อถึงวัน “ต๊ะดินจุ๊ด” งานมงคลต่างๆที่ว่างเว้นการจัดมาตลอด 3 เดือน ก็จะเริ่มจัดกันคึกคักทั่วประเทศ ผู้คนจะ เริ่มจับจ่ายใช้สอยกันอย่างมากในช่วงนี้ ถือเป็นช่วงที่ธุรกิจต่างๆขายดีที่สุด ถ้าใครไปเมียนมาในช่วงนี้ก็จะเห็น ห้างร้านต่างๆ ขึ้นป้าย “ต๊ะดินจุ๊ด เซลล์” หรือ “ออกพรรษาเซลล์” กันทั่วเมือง

คนเมียนมาเขาเคร่งมากขนาดที่ว่าเวลาเข้าวัดเขาจะถอดรองเท้าและเดินเท้าเปล่าเข้าวัดกัน ทำกันแบบนี้ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เมื่อตอนที่อังกฤษยังปกครองอยู่นั้น คนอังกฤษซึ่งใส่รองเท้าคัทชูนั้นไม่ยอมถอดรองเท้าก่อนเดิน เข้าวัด ทำให้พระอูวิสาระและนักศึกษาต้องมานอนจนเต็มพื้นวัด และประกาศว่าถ้าคนอังกฤษไม่ยอมถอดรองเท้า ก่อนเข้าวัดก็ให้ เดินย่ำไปบนตัวพวกเขาเสียเลย พวกเขาจะไม่ยอมให้รองเท้าของคนอังกฤษเหยียบโดนพื้นวัด จนสุดท้ายคนอังกฤษต้องยอมถอดรองเท้าก่อนเข้าวัด

ปัจจุบันคนเมียนมาเขาก็ยังเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ยังทำบุญและยังละอายและเกรงกลัวต่อการทำบาป การลัก ขโมยจึงแทบจะไม่มีให้เห็นคนไทยคนหนึ่งบอกกับผมว่าทำกระเป๋าสตางค์ซึ่งมีอยู่หลายร้อยดอลล่าร์สหรัฐตก บริเวณท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของเมืองหยั่นโกว่น เชื่อมั้ยครับคนที่เก็บได้เดินตามหาเขาจนเจอเพื่อจะคืนกระเป๋า

ถึงตรงนี้เริ่มสงสัยใช่มั้ยครับว่าถ้าคนเมียนมาเขาเป็นคนดีและเคร่งศาสนาขนาดนี้ ทำไมเราถึงได้ข่าวคนเมียนมา ทำร้ายและฆ่านายจ้างหรือลักขโมยของเป็นประจำในเมืองไทย เมียนมาเขามีชนเผ่ามากมายและคนแต่ละชนเผ่า จะมีนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน การศึกษาก็ได้รับไม่เท่ากัน ถ้าเป็นชนเผ่าเล็กๆส่วนมากจะไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ด้วยซ้ำไป คนชนเผ่าเล็กชนเผ่าน้อยนี่แหล่ะครับที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยและก่อเหตุไม่ดีที่เราได้ข่าวเป็นระยะ ๆ ต่อไปถ้าจะรับคนจากเมียนมามาทำงานก็ลองศึกษาดูหน่อยว่าเขา มาจากชนเผ่าไหน เรียนหนังสือมาหรือเปล่า เวลาเกิดเหตุร้าย ทางการไทยก็ควรจะแยกแยะให้ออกว่าคนที่ก่อเหตุนั้นเป็นชนเผ่าอะไร คนไทยเราจะได้ไม่ เข้าใจผิดเหมารวมเอาว่าคนเมียนมานั้นจิตใจโหดร้ายไปซะทั้งหมด เหมือนเราล่ะครับใครมาเหมารวมว่าคนไทยไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เราเองก็คงจะไม่พอใจเหมือนกัน

อยากเป็นศูนย์กลาง AEC เริ่มต้นได้ง่ายๆด้วยการเปิดใจเรียนรู้และเรียนที่จะรักเพื่อนบ้านเราก่อนครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow