ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 73 เรียนรู้ลีกวนยู

0
107

ในที่สุดวิทยาการสมัยใหม่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของสิงคโปร์เอาไว้ได้ ผมจะขอเขียนถึงลีกวนยูในมุมที่ผมสนใจเป็นพิเศษ เพื่อเติมเต็มแง่มุมในการเรียนรู้จากผู้นำระดับโลกคนนี้

ลีกวนยู เป็นผู้นำที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก เมื่อได้คิดได้ตัดสินใจแล้วเขาจะเดินหน้าด้วยความมุ่งมั่น ไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย เมื่อตอนที่รู้ว่าสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ยาก เขาก็เดินหน้า ขอรวมชาติกับมาเลเซีย แต่เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งและต้องแยกตัวออกจากมาเลเซีย เขาก็เด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น มากพอที่จะนำพาสิงคโปร์ฝ่าวิกฤติไปให้ได้

ปี พ.ศ. 2508  เมื่อตอนที่มีการแยกตัวออกจากมาเลเซียนั้น ถ้าอ่านประวัติศาสตร์ให้ละเอียดจะพบว่าไม่ง่ายเลยที่ ลีกวนยูและสิงคโปร์จะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ลองนึกภาพสิงคโปร์ที่มีคนรวมกันเพียง 1 ล้าน 8 แสนคนเศษโดยราวๆ 75 เปอร์เซ็นต์เป็นคนจีน 15 เปอร์เซ็นต์เป็นคนมาเลย์และเป็นคนอินเดียอีก 8  เปอร์เซ็นต์ แต่คนต่างเชื้อชาติเหล่านี้ก็ยังมีการขัดแย้ง ทำร้ายกันและก่อจราจลกันตลอดเวลา แต่นั่นไม่น่ากลัวเท่าการที่ ลีกวนยูและคณะรัฐมนตรีมีกองทัพและทีมรักษาความปลอดภัยซึ่งส่วนมากเป็นคนมาเลย์

ลีกวนยูถามตัวเองว่า “เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทีมที่อารักขาเราอยู่นั้นรักสิงคโปร์หรือมาเลเซียมากกว่ากัน และเราจะ รู้ได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้จะไม่ลอบสังหารเราถ้าเขามีโอกาส?” ด้วยความกังวลที่มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากใน สถานการณ์ขณะนั้น ลีกวนยูจึงต้องตัดสินใจแยกกันอยู่กับครอบครัวโดยจัดบ้านพักที่ปลอดภัยให้ครอบครัวของ เขาอยู่ต่างหาก ส่วนตัวเขาเองไปอยู่คนเดียวกับทีมรักษาความปลอดภัยที่เขาไว้ใจ การประชุมคณะรัฐมนตรีของ เขาในช่วงแรกๆมีได้ไม่มากนัก เพราะลีกวนยูไม่ต้องการที่จะเสี่ยงให้เกิดการสังหารหมู่ทั้งคณะรัฐมนตรี การตัดสินใจเรื่องต่างๆจึงตัดสินใจด้วยการประชุมกันทางโทรศัพท์เป็นส่วนใหญ่

การสร้างความปรองดองในหมู่คนที่ต่างชนชาติเป็นโจทย์ใหญ่ที่ลีกวนยูจะต้องแก้ให้ได้ก่อนโจทย์อื่นๆ สอง ยุทธศาสตร์สำคัญที่ลีกวนยูใช้คือหนึ่งต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตและกระจายความอยู่ดีกินดีให้ทั่วถึงกับ ประชาชนทุกคน เพราะลีกวนยูเชื่อว่าถ้าประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีแล้วโอกาสที่จะมาขัดแย้งกันก็จะน้อยลง ซึ่งเรื่องนี้เขาได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่าเขาคิดถูก เพราะหลังจากเศรษฐกิจของสิงคโปร์เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้คนกินดีอยู่ดีทั่วถึง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติก็หมดไป

สองการเลือกภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการติดต่อราชการแต่ในขณะเดียวก็ยอมรับให้ภาษาแม่ของแต่ละเชื้อ ชาติ เช่นภาษาจีน ภาษามาเลย์และภาษาทมิฬเป็นภาษาราชการด้วย การมียุทธศาสตร์เช่นนี้นอกจากจะทำให้คน แต่ละเชื้อชาตินอกจากจะยังคงมีความภาคภูมิใจในเชื้อชาติของตนแล้ว ยังสามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษากลาง คือภาษาอังกฤษได้อีกด้วย ที่สำคัญการที่คนสิงคโปร์ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้สิงคโปร์ สามารถพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินของภูมิภาคนี้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จจริง

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow