ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 7 อย่าสำคัญตัวเองผิดเรื่องยุทธศาสตร์

0
88

ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 7 อย่าสำคัญตัวเองผิดเรื่องยุทธศาสตร์

จากบทความทั้ง 6 ตอนที่ผ่านมา ตอนนี้ท่านผู้อ่านคงพอเห็นภาพแล้วนะครับว่าการเขียนยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องนั้นต้องมี สามหัวใจสำคัญ คือหนึ่ง ต้องมี “การวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคต” อย่างละเอียดรอบคอบว่าจะเกิดอะไรขึ้น และหัวสอง คือการทำ SWOT ของประเทศ ซึ่งเราต้องหาและพัฒนา “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืน”  ให้ได้ ส่วนหัวใจดวงที่สาม คือ  “นโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ ที่เขียนให้แนวทางปฏิบัติอย่างครอบคลุม ว่าต้องทำอะไร เมื่อไหร่และอย่างไร ที่สำคัญ การปฏิบัติทั้งหลายนั้นจะต้องเป็นไปในทิศทางที่จะส่งเสริมกันและกัน

ทีนี้มาดูกันนะครับว่าปัญหาสำคัญของประเทศไทยในการเขียนยุทธศาสตร์มีอะไรกันบ้าง

เรื่องแรกที่ผมว่าเป็นปัญหาใหญ่ของไทยก็คือการวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคต จุดสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ถ้าวิเคราะห์เข้าข้างตัวเอง หรือวิเคราะห์แบบไม่จริงจัง การวางยุทธศาสตร์ก็จะผิดทันที

ในการเขียนยุทธศาสตร์สู่ AEC ของประเทศไทย ที่ผมไม่สบายใจเลยในหัวใจดวงนี้ก็คือ ท่านผู้มีอำนาจดูเหมือนจะสบายอกสบายใจว่าไทยเรามีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่นๆ และการเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป

คำถามคือ ถ้า การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วล่ะครับ? และถ้าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลลบหรือทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบล่ะครับ? ผลเสียหายต่อประเทศจะมีมากแค่ไหนและท่านๆจะรับผิดชอบกันอย่างไร?

ตรงนี้สำคัญมากๆนะครับ ตอนเราเปิดเสรีทางการเงินและเราวิเคราะห์กันว่า ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเข้าใจและความพร้อมเกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการเงิน แล้วเป็นอย่างไรครับ? เราไม่เข้าใจ เรารู้ “เท่า” แต่เรารู้ “ไม่ทัน” จากที่เราคาดว่าเราจะได้ประโยชน์ ประเทศไทยเกือบเอาตัวไม่รอดเลยทีเดียว นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงผลเสียที่เกิดจากการวิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาดเข้าข้างตัวเองว่ารู้ว่าพร้อม

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดแต่เกิดขึ้นในสหรัฐคือ วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังยืดเยื้ออยู่มาหลายปีเต็มทีแต่ยังแก้ไม่ได้ซะที จุดผิดพลาดก็คือ สหรัฐวิเคราะห์ว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เขาเผชิญอยู่นั้นไม่ ซีเรียสและกำลังจะผ่านพ้นไป แต่ในความเป็นจริงวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐนั้นซีเรียสและยังอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ผิด การออกมาตรการก็ผิดตามและก็ไม่ได้ผล ผลก็คือเศรษฐกิจสหรัฐก็เลยยังไม่ไปไหน ยังวนเวียนอยู่ในวิกฤตินั่นเอง

คอยดูนะครับวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปที่กำลังลามไปเรื่อยๆก็เหมือนกัน จากการติดตามสถานการณ์ผมคิดว่า ผู้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของยุโรป วิเคราะห์ว่า วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปนั้นยังพอแก้ไขไหว ค่อยๆดูสถานการณ์ไปแก้ไขไป แต่ส่วนตัวผมวิเคราะห์ว่ามันอาการหนักมากแล้ว จะทำอะไรก็ต้องรีบทำ

คำแนะนำของผมในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อนำไปเขียนยุทธศาสตร์ ก็คือ ต้อง “วิตกจริต” หน่อยถึงจะดีครับ ยุทธศาสตร์ที่ออกมาจะได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ถ้ารวมตัวเป็น AEC แล้วปรากฎว่า ประเทศอย่างสิงคโปร์คว้าชิ้นปลามันไปกินทั้งหมด ไทยไม่ได้อะไรเลยจะทำอย่างไร? ถ้าชาติต่างๆทั้งในและนอก AEC ต่างมุ่งหน้าสู่สิงคโปร์และใช้เป็นฐานธุรกิจเพราะอัตราภาษีของเขาต่ำกว่าไทย การทุจริตคอร์รัปชั่นก็ต่ำกว่า ระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเขาก็พร้อมกว่า ที่สำคัญการเมืองเขาก็นิ่งกว่ามาก แล้วไทยเราจะทำอย่างไร?

มนตร์ที่ผู้นำไทยหลายคนท่องให้ภาคธุรกิจฟังว่า “ไทยเรามีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง มีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนั้น” จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ใครต่อใครหลั่งไหลมาติดต่อค้าขายและลงทุนในไทยนั้นถ้ามันไม่ “ขลัง” ล่ะครับ? ความจริงมันก็ไม่น่าจะขลังแล้วนะครับเรื่องทำเลที่ตั้งเนี่ย เท่าที่ผมจำความได้ประเทศไทยก็ตั้งอยู่ที่เดิมตรงนี้มาหลายร้อยปีแล้ว ได้เปรียบประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์มาตลอด ไม่ใช่หรือครับ

ลองเปรียบเทียบดูนะครับ อะไรจะสร้างผลเสียหายกับประเทศมากกว่ากัน ระหว่าง หนึ่ง การที่เราวิเคราะห์ว่า “ไทยพร้อมเข้าสู่ AEC และ การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป” แล้ว “ผิดพลาด” คือจริงๆแล้วไทยไม่พร้อม และการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจจะเสียหาย ไทยเราจะเสียโอกาสอย่างไร

เปรียบเทียบกับ สอง การที่เราวิเคราะห์ว่า “ไทยไม่พร้อมเข้าสู่ AEC และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว” ทำให้เราทุกภาคส่วนต้องเร่งมือ เตรียมรับการเปลี่ยนแปลง แต่ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเราเองกลับกลายเป็นว่ามีความพร้อมมากกว่าประเทศ AEC อื่นๆ

ผมว่าท่านผู้อ่านคงตอบได้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับว่า ถ้าท่านมีอำนาจตัดสินใจและต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจเรื่องนี้ ท่านจะเลือกวิเคราะห์แบบที่ หนึ่ง หรือแบบที่สอง

เห็นมั้ยครับว่า การบริหารแบบ “วิตกจริต” นั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าการบริหารแบบ “เอาอยู่” อย่างไร?

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow