ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 59 สุขภาพไทยแลนด์

0
96

ช่วงนี้มีคนชวนพูดเรื่องโค้งสุดท้ายเข้าสู่ AEC กันมากเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะใกล้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เต็มที ถึงแม้ผมจะย้ำอยู่เสมอๆผ่านคอลัมน์นี้ว่า AEC โดยตัวเองนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจเท่า ASEAN+6 ที่อาเซียน รวมเอาประเทศคู่ค้าอีก 6 ประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย ที่เมื่อรวมกันแล้ว จะมีคนรวมกันราวๆครึ่งโลกคือ 3,400 ล้านคน และ GDP อีกราวๆ 702 ล้านล้านบาทคิดเป็น 28% ของ GDP โลก ประเทศที่เหลืออีกร้อยกว่าประเทศที่อยากจะมาลงทุนในภูมิภาคนี้ ก็เพราะความเป็น ASEAN+6 นี่แหล่ะครับ

อาทิตย์นี้ผมเลยจะขอทำตัวเป็นหมอขอเช็คสุขภาพประเทศไทยหน่อยว่าเราพร้อมจะแข่งขันกับประเทศอื่นๆในการดึงดูดเขาเข้ามาลงทุนในไทยมากแค่ไหน เริ่มต้นที่ชีพจรประเทศก่อนเลย  5 ปีที่ผ่านมาชีพจรประเทศไทยอ่อน เต็มทีนะครับ เพราะเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.9%  เท่านั้น ต่ำที่สุดใน AEC ปี 2557 นี้เศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตไม่เกิน 1.5%  ต่ำที่สุดอีกเหมือนเดิม การที่เศรษฐกิจเติบโตน้อยก็ย่อมจะกระทบ ถึงการจัดเก็บภาษี ซึ่งจะจัดเก็บได้น้อยลง ทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือไปลงทุนพัฒนาประเทศน้อยลงมาก เหมือนๆกับกำลังซื้อและงบลงทุนของภาคเอกชน

จากชีพจรไปตรวจสมองกันดูหน่อยนะครับ แม้ว่าไทยเราจะเป็นประเทศที่ใช้เงินเพื่อการศึกษาต่อ GDP สูงเป็นอันดับสองของโลก แต่ผลปรากฎว่า เด็กไทยเราอยู่อันดับท้ายๆของการทดสอบ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ

เมื่อไปตรวจสายตา ไทยเรานี่สายตานอกจากจะสั้นมากๆแล้วยังสายตาเอียงอีกด้วยนะครับ เพราะจนถึงวันนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่อ่านแล้วทำได้ทำให้ประเทศพัฒนาได้จริงเหมือนๆกับยุทธศาสตร์ของมาเลเซีย ที่ 30 ปีที่แล้วรายได้เขามากกว่าเราแค่ 2,000 บาทแต่มาวันนี้คนมาเลเซียเขามีรายได้มากกว่าคนไทย 160,000 บาทหรือถ้าไปดูยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ยิ่งน่าตกใจ เพราะด้วยยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของเขาทำให้รายได้ ของคนสิงคโปร์วันนี้มากกว่าคนไทยเกือบๆ 1,600,000 บาท  จากที่เคยมากกว่าคนไทยแค่ 3,500  ในปี 2508

มาตรวจแขนขากันหน่อยดีกว่าว่ามีแรงพอจะทำงานทำการไหวหรือเปล่า? ปรากฎว่ารัฐบาลไทยยังไม่เข้าใจว่า แขนขาหรือโครงสร้างพื้นฐานนั้นไม่ได้หมายถึงเฉพาะถนนหนทางหรือรางรถไฟเท่านั้น แต่คำว่าโครงสร้างพื้นฐานนั้นทั่วโลกเขาหมายความถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ทำให้โครงสร้างพื้นฐานทั้ง 4 ด้านนี้ไทยเรามีพัฒนาการอยู่อันดับท้ายๆเลย

แขนขาเราก็เลยไม่มีแรง

มือของเราล่ะเป็นอย่างไร? ผมใช้ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นมาวัดความสะอาดของมือเพื่อจะดูว่าจะมีนักลงทุน ชาติไหนอยากจะมาจับมือกับเรามั้ย ปรากฎว่ามือของไทยที่ปีที่แล้วก็ว่าสกปรกแล้ว มาปีนี้องค์กรความโปร่งใส นานาชาติเขาวัดออกมาแล้วว่ามือเราสกปรกมากขึ้น คะแนนความโปร่งใสลดลงเหลือเพียง 35 คะแนนเต็ม 100 ได้อันดับที่ 102 แพ้ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซียและฟิลิปปินส์

อาหารบำรุงที่เราทานคือ การจัดเก็บภาษี รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว ก็เป็นอาหารที่มีสารอาหารน้อย เหลือเกินเพราะ ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีต่ำ การส่งออกเติบโตน้อยมาก การท่องเที่ยวที่ดีอยู่อย่างเดียว ช่วยไม่ได้มาก

สุขภาพอ่อนแอทุกด้าน เดินหรือทำงานตัวเปล่าก็ยังยาก แต่นี่หลังของไทยเรายังต้องแบกคนแก่ไว้อีก 8 ล้านคนเศษ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านคนในอีก 20 ปีข้างหน้ามากเป็นอันดับสองของ AEC

อาการหนักอย่างนี้ พุธหน้ามาอ่านต่อนะครับว่าผมจะสั่งยาอะไรให้ประเทศไทย

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow