ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 5 SWOT ของประเทศ

0
100

ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 5 SWOT ของประเทศ

สัปดาห์ที่แล้ว ผมบอกว่าหัวใจดวงที่หนึ่งในการเขียนยุทธศาสตร์ของ AEC คือ ต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตข้างหน้าอย่างละเอียดรอบคอบว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในอีกสิบปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โลก อาเซียนและไทย  ถ้าหากเราไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นได้อย่างแม่นยำหรือใกล้เคียงแล้วละก็ เราจะสามารถเขียนยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นการบอกว่าเรากำลังจะทำอะไรในอนาคตได้อย่างถูกต้องได้อย่างไรครับ

เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ได้แล้ว เราก็มาสู่หัวใจดวงที่สองของการเขียนยุทธศาสตร์คือการทำ SWOT ของประเทศ ท่านผู้อ่านคงทราบหรือเคยทำ SWOT กันบ้างแล้ว แต่ผมขอการทำ SWOT แบบของผมดูบ้าง

การทำ SWOT คือการวิเคราะห์ Strength (S) หรือจุดแข็งของประเทศว่าประเทศไทยมีจุดแข็งอะไรที่เหนือกว่าประเทศอื่น ถ้าเรียกเป็นภาษาวิชาการหน่อยก็คือ อะไรคือ “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศไทย (Comparative Advantage)”  ซึ่งคนเขียนยุทธศาสตร์ต้องวิเคราะห์และหาจุดแข็งของประเทศไทยให้เจอว่าประเทศไทยเรามีอะไรดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านบ้าง ต่อมาเราก็ต้องหา Weakness (W) หรือจุดอ่อนของประเทศให้เจอว่า อะไรคือจุดอ่อนของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในกลุ่ม AEC ด้วยกัน

ในการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อน นั้น ต้องชัดเจนนะครับว่าต้องเป็นการวิเคราะห์จาก “มุมมองภายในประเทศ มองออกไป” เพราะการวิเคราะห์อีก 2 ข้อต่อไปนั้นคือ Opportunity (O) โอกาส และ Threat (T) การคุกคาม นั้นต้องเป็นการวิเคราะห์จาก “ภายนอกประเทศมองเข้ามาภายใน” การวิเคราะห์ SWOT ส่วนใหญ่ ที่เอาไปใช้งานไม่ได้เพราะว่า ตอนวิเคราะห์ จุดแข็งและโอกาสนั้น ก็เอามาเขียนมาวิเคราะห์ ปนกันไปปนกันมา พอไปวิเคราะห์จุดอ่อนและการคุกคาม ก็เอาสองเรื่องนี้มาปนกันอีก

ขอเน้นนะครับว่า การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนให้มองจากภายในออกไปภายนอก ส่วนการวิเคราะห์โอกาสและการคุกคามให้มองจากภายนอกเข้ามาภายใน

ในการทำ SWOT เพื่อนำไปสู่การเขียนยุทธศาสตร์ที่ดีนั้น นอกจากเราต้องหาให้เจอว่าประเทศไทยเราเก่งหรือดีกว่าประเทศอื่นตรงไหนและโอกาสของเราอยู่ตรงไหนแล้ว เราต้องวิเคราะห์ให้ทะลุว่าเราจะรักษาความเก่งหรือความดีกว่าอันนั้นให้ยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร เพราะข้อดีและโอกาสของเราก็คือข้อด้อยและการคุกคามของประเทศอื่น ซึ่งเขาก็ต้องปรับปรุงและพัฒนา แก้ไขให้ดีขึ้น เพื่อให้สู้กับเราได้เช่นกัน พูดแบบภาษาวิชาการหน่อยก็คือ เราต้องพัฒนา “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืน (Sustainable Comparative Advantage)” ให้ได้

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงทุกด้านอย่างรวดเร็ว แม้ว่ายุทธศาสตร์พัฒนาประเทศที่สามารถสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืน จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ก็ยังไม่พอนะครับ เพราะเราต้องนำเอาความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืน ไปสร้าง “จุดขายที่แตกต่าง” ของประเทศให้ได้ จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

ดังนั้นในการเขียนยุทธศาสตร์ที่ดีนั้นจะต้องมีทั้งการระบุถึง “อะไร” คือความได้เปรียบโดยเปรียบอย่างยั่งยืนที่เรา “ต้องการจะสร้าง” และต้องมี “วิธีการสร้าง” รวมไปถึง “การต่อยอด” ให้เกิดจุดขายที่แตกต่างของประเทศให้ได้

ลองย้อนกลับมาดูประเทศไทย แผนพัฒนาประเทศเขียนกันมาตลอดเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ดินฟ้าอากาศ เหมาะสม แล้วเราได้ “สร้างความเปรียบโดยเปรียบอย่างยั่งยืนและต่อยอด” เพื่อประเทศของเราด้านการเกษตรบ้างมั้ยครับ เรามีความได้เปรียบด้านดินฟ้าอากาศ แต่เราไม่ได้ลงทุนในระบบการจัดการน้ำ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช รวมไปถึงกระบวนการจัดการครบวงจรทั้งระบบกับภาคการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและคุณภาพของผลผลิตภาคการเกษตร เพื่อให้เราได้เปรียบอย่างยั่งยืน

(ผมรู้ว่าเรามีแผนการจัดการน้ำมาหลายปีแล้ว แต่ไม่รัฐบาลไหนหยิบมาทำจริงจังเพราะเราไม่มียุทธศาสตร์ด้านการเกษตรที่ชัดเจน ไม่มียุทธศาสตร์ ก็ไม่รู้สิครับว่าต้องลงทุนอะไรก่อนอะไรหลัง พอน้ำท่วมใหญ่ถึงได้ร้อนรนหยิบแผนเก่าๆมาปัดฝุ่น ประกาศลงทุนใหญ่กัน อย่างนี้เรียกมียุทธศาสตร์มั้ยครับ?)

นอกจากนี้ เรายังไม่เคยสร้าง “จุดขายที่แตกต่าง” ให้กับสินค้าเกษตรกรรมของไทย ด้วยการสร้าง “แบรนด์” ให้สินค้าเกษตรไทยอย่างจริงจัง (อาจมีการโฆษณาบ้างแต่การโฆษณาก็ไม่ใช่การสร้างแบรนด์นะครับ)

ข้าวหอมมะลิไทยอร่อยที่สุดในโลก แต่เราก็ยังต้องไปแข่งกันตัดราคาขายกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งขายข้าวคุณภาพต่ำกว่าเรา ผลไม้ไทยอร่อยๆ มีมากมายแต่ขายกันเป็นตันๆ ไม่สามารถขายเป็น “ผล” และได้ราคาได้เหมือน กีวี ซึ่งนิวซีแลนด์เขาสร้างแบรนด์กันจนคนไทยก็ยังต้องซื้อกินทีละลูกเพราะ “เชื่อว่า” วิตามินซีสูง ฯลฯ ตามที่เขาสร้าง “แบรนด์” ให้เราเชื่อ

ประเทศไทยเรามีทำเลที่ตั้งที่พร้อมจะเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างสบายๆ แต่เราก็ไม่เคยมียุทธศาสตร์ที่จะสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืนในจุดนี้ ซึ่งไม่ต้องคิดต่อเลยนะครับว่าเรามียุทธศาสตร์ที่จะสร้าง “จุดขายที่แตกต่าง” ให้ประเทศไทยในด้านทำเลที่ตั้งมั้ย?

การจะเป็นศูนย์กลางอาเซียนที่แท้จริงได้นั้น เราต้องมียุทธศาสตร์ที่มากกว่าการสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเชื่อมโยงภูมิภาคเท่านั้น แต่เราต้องวิเคราะห์ให้ทะลุ เช่น  ทิศทางการค้าขายสินค้าระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันเองและระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่นๆ จะเป็นอย่างไร ทิศทางการลงทุนในภูมิภาคนี้จะเป็นอย่างไร? การเชื่อมโยงทางกายภาพ ด้วยถนนหนทาง รถไฟ ท่าเรือ นั้น เราจะ “เชื่อมโยง” อย่างไร เราถึงจะได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืนและแตกต่าง

กฎหมาย ความสะดวก ความโปร่งใสในการทำธุรกิจ  ความพร้อมของบุคคลากร ความพร้อมของระบบภาษี การทุจริตคอร์รัปชั่น ประเทศไทยเรามียุทธศาสตร์ในเรื่องต่างๆเหล่านี้ เพื่อสร้างให้เราเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างไร

ถ้าไม่มียุทธศาสตร์ที่ดีแล้ว ระวังนะครับ การสร้างรถไฟเชื่อมโยงภูมิภาค การสร้างถนนหนทางเชื่อมโยง เราอาจจะเป็นแค่ “ทางผ่าน” ของการเคลื่อนย้าย คน สินค้าและวัตถุดิบเท่านั้น

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow