ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 43 3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (1)

0
67

นับถอยหลังเหลืออีกไม่ถึง  710 วันที่เราจะเข้าสู่การเป็น  AEC อย่างเต็มรูปแบบแล้วนะครับ แม้ว่าเมื่อถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มันจะไม่ใช่การตัดริบบิ้นเปิดงานหรือการพลิกโฉมเปรี้ยงปร้างอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะค่อยๆเปลี่ยนตามวิถีทางที่แต่ละประเทศสมาชิกเขาพร้อมจะเปลี่ยน

แต่อย่างที่ผมเคยเขียนมาตลอดว่า AEC นี่ความเนื้อหอมไม่ได้อยู่ที่ประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศว่าจะทำ มาค้าขายกันมากขึ้นหรือลงทุนระหว่างกันมากขึ้น การเคลื่อนย้ายเสรีของวัตถุดิบหรือแรงงานฝีมือก็อาจจะ ไม่ค่อยเสรีอย่างที่หลายคนหวัง แต่ความเนื้อหอมของ AEC กลับจะอยู่ที่ข้อตกลงทางการค้าที่ทาง  AEC ได้ไปทำไว้กับ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดียต่างหากครับ เพราะ AEC กับอีก 6  ประเทศนี้มีความใหญ่โตราวๆครึ่งโลกทั้งในแง่จำนวนประชากรและในแง่กำลังซื้อ ที่สำคัญยังเป็นครึ่งโลก ที่กำลังเติบโตเสียด้วย ตรงนี้แหล่ะครับที่จะทำให้อีกครึ่งโลกที่เหลือเขาอยากจะมาลงทุน ตั้งโรงงานหรือมาตั้ง สำนักงานกันใน AEC เพราะเมื่อมาแล้วบริษัทที่มาก็จะได้สิทธิพิเศษเหมือนๆกับที่ AEC ได้จาก 6 ประเทศ

ประเด็นก็คือบริษัทระดับโลกเวลาเขาจะไปลงทุนที่ไหน เขาจะดูที่ 3 เรื่องหลักๆคือหนึ่งความยากง่าย ในการทำธุรกิจ สอง ความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นและสาม ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ครับ

เมื่อเทียบระหว่างสมาชิก  AEC ด้วยกัน ในเรื่องความยากง่ายในการทำธุรกิจนั้น ไทยเราทำได้ค่อนข้างดี นะครับคือได้ลำดับที่ 18 ของโลก เป็นรองมาเลเซียซึ่งได้ที่ 12 และเป็นรองสิงคโปร์ที่เป็นประเทศที่มีความง่าย ในการทำธุรกิจมากที่สุดในโลก เรื่องนี้ต้องขอบคุณระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ การจดทะเบียนตั้งบริษัท การเสียภาษีทั้งหลายสามารถทำแบบออนไลน์ได้เลยเป็นส่วนที่ไทยเราทำได้ดี แต่ที่ยังต้องปรับปรุงอยู่อีกมาก คือกฎหมายและระเบียบบางส่วนยังเอื้อให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถใช้ดุลยพินิจได้อยู่ โดยเฉพาะกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับภาษีเกือบทั้งหมดที่ให้อำนาจภาครัฐมากจนภาคเอกชนรู้สึกว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม

ดังนั้นเรื่องความยากง่ายในการทำธุรกิจนี้ จึงไม่เป็นอุปสรรคในการที่ต่างชาติจะมาลงทุนในไทย แต่ยังไม่ใช่ ประเด็นเด็ดที่เพียงพอจะชักจูงคนมาลงทุนได้

ในเรื่องความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่นนั้น ไทยเราสอบตกมาโดยตลอดเพราะตลอดระยะเวลาที่ องค์กรความโปร่งใส สากลเขามาวัดดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทยนั้นเราได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งหรือสอบตกมาโดยตลอด

ในปี 2538 องค์กรความโปร่งใสสากลเขาจัดลำดับ 41 ประเทศ ไทยเราได้อันกับที่ 34 ได้คะแนนเพียง 2.79 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ถือว่าเป็นคะแนนต่ำที่สุดเท่าที่ไทยเราเคยได้ ส่วนคะแนนสูงสุดที่เราเคยได้คือ 3.80 คะแนน ในปี 2548 นั้นก็ยังห่างจากคะแนนสอบผ่าน 5 คะแนนพอสมควร ข่าวร้ายก็คือคะแนนของล่าสุด ของปีที่แล้วไทยเราได้คะแนนลดลงจาก  37  จากคะแนนเต็ม 100 เหลือ 35 คะแนน ส่วนอันดับนั้นรูดลงจากที่ 88 เป็นที่ 102 จากทั้งหมด 177 ประเทศ โปร่งใสตกจากอันดับ 4 เป็น 5 ของ AEC

ปีที่แล้ว สมาชิกทั้ง 10 ประเทศของ AEC   มีเพียงสองประเทศที่ได้อันดับลดลง อีกประเทศคือกัมพูชาซึ่ง คะแนนลดลงไป 2 คะแนนเหลือ 20 คะแนน บ๊วยสุดใน  AEC และได้อันดับที่ 160 ของโลก ที่เหลือทำได้ดีขึ้นหมด โดยสิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่โปร่งใสที่สุดใน AEC และเป็นอันดับที่  5 ของโลก รองลงมาคือบรูไนซึ่งคะแนนดีขึ้น  5  คะแนนเป็น 60 คะแนนได้ที่ 38  มาเลเซียสอบผ่านแล้วในปีที่ผ่านมาคือได้ 50 คะแนนจากเดิม 49 คะแนนได้อันดับที่  53 ส่วนฟิลิปปินส์ที่เดิมแพ้ไทย ปีที่แล้วเขาได้คะแนนสูงขึ้น 2 คะแนนเป็น 36 คะแนนและได้ที่ 94 จากเดิมที่ 105  อินโดนีเซียและเวียดนามคะแนนเท่าเดิมแต่ลำดับดีขึ้นเป็น 114  และ 116  ตามลำดับ ขณะที่ลาวได้คะแนน 26 ดีขึ้น 5  คะแนนได้ที่ 140 ส่วนพม่าได้ 21 คะแนนดีขึ้น 6 คะแนนได้ที่ 157 กระโดดขึ้นมาจากที่เคยได้ที่ 172

อย่าเพิ่งรีบเศร้านะครับ พุธหน้ามีเรื่องให้เศร้ากว่านี้อีก

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow