ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 2 ยุทธศาสตร์ชาติที่ไทยยังไม่มี

0
123

ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 2 ยุทธศาสตร์ชาติที่ไทยยังไม่มี

จากประสบการณ์ที่ได้เคยมีโอกาสเข้าไปทำงานในฐานะข้าราชการการเมืองกับรัฐบาลที่แล้ว ผมคิดว่าจุดอ่อนประเทศไทยในตอนนี้ก็คือ รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ มิหนำซ้ำยังไม่มองไปข้างหน้าให้ไกลๆด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับประเทศของเรา             

ตอนนั้น กรมสรรพากรได้มาพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอนโยบายที่จะปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล ด้วยเหตุว่าภาคเอกชนเรียกร้องมามาก ซึ่งกรมสรรพากรตอนนั้นก็บอกว่าพอจะลดได้ โดยไม่กระทบการจัดเก็บภาษีเท่าไหร่

ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 2 ยุทธศาสตร์ชาติที่ไทยยังไม่มี

ผมก็เลยถามว่า อีกไม่กี่ปี เราจะเข้าสู่ AEC กันแล้ว กรมสรรพากรเตรียมตัวรับมืออย่างไร เพราะผมคิดว่าเราจะคิดแบบเก่าคือ ในแต่ละปีประเทศจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ก็มาแบ่งๆกันว่ากรมจัดเก็บ เช่น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ต้องจัดเก็บให้ได้เท่าไหร่ ที่เหลือรัฐวิสาหกิจที่มีกำไรต้องนำส่งมาเท่าไหร่ ขาดเหลืออีกเท่าไหร่ก็คิดหาทางกู้เอา นั่นเป็นความคิดแบบเก่า ซึ่งผมบอกว่าวิธีคิดแบบนั้นไม่น่าจะใช้ได้อีกแล้ว

เมื่อเป็น AEC แล้วประเทศไทยของเราก็เหมือนไม่มีพรมแดนทางเศรษฐกิจ คนที่จะมาทำมาค้าขาย มาตั้งบริษัท หรือมาลงทุนในไทย ก็คงต้องเปรียบเทียบอัตราภาษีทั้งหมดของเรา ซึ่งปัจจุบัน อัตราภาษีนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ของเราค่อนข้างสูงกว่าของประเทศอื่น ขณะที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของเราค่อนข้างต่ำ ผมเลยบอกว่ากรมสรรพากรควรจะได้เตรียมโครงสร้างภาษีระยะยาวซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะต้องลดทั้งอัตราภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ขณะเดียวกันภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งมีแนวโน้มว่าต้องปรับให้สูงขึ้นจะเอาอย่างไร

ถ้าไทยไม่ปรับโครงสร้างภาษีอากรให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศสมาชิก AEC ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ นอกจากบริษัทต่างชาติจะมาจดทะเบียน ลงทุนหรือค้าขายกับเราไม่มากเท่าประเทศอื่นๆแล้ว บริษัทของไทยเองก็คงต้องหาทางไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศสมาชิก AEC ที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า แม้ว่าบริษัทไทยแห่งนั้นจะยังทำธุรกิจในไทยเหมือนเดิม แต่เขาก็ต้องหาวิธีบริหารภาษีโดยการไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศที่อัตราภาษีต่ำกว่าของไทย เช่น สิงคโปร์ และก็ไปเสียภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดาที่โน่น

นั่นหมายความว่าพอเราเป็น AEC แล้วนอกจากโครงสร้างอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศสมาชิกจะไม่ดึงดูดให้ต่างชาติมาลงทุน มาตั้งบริษัทในไทยแล้ว บริษัทไทยและคนไทยอาจจะหนีออกไปจดทะเบียนและเสียภาษีที่ต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายอีกด้วย

เห็นมั้ยครับว่าไทยเราไม่มีทางเลือกว่าจะลดหรือไม่ลดอัตราภาษี ตรงกันข้ามมันเป็นหมากบังคับให้ต้องลด แต่การปรับลดอัตราภาษีทั้งสองตัวนี้นอกจากจะกระทบการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว ยังจะมีผลต่อเนื่องต่อนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของไทยซึ่งปัจจุบันยังเน้นหนักที่การให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากรอีกด้วย เพราะเมื่อลดอัตราภาษีไปแล้ว แรงดึงดูดด้านภาษีก็ลดลง แล้ว บีโอไอ จะทำยังไง ไทยเราพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปแนวทางการส่งเสริมการลงทุนไปสู่การใช้เครื่องมือการส่งเสริมที่ไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และส่งเสริมการลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงอุตสาหกรรมให้มากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งผมทราบว่าหลายๆประเทศที่ต่างชาตินิยมไปลงทุนหรือไปจัดตั้งเป็นสำนักงานภูมิภาค เขาใช้มาตราการการส่งเสริมการลงทุนแบบไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรกันอยู่และก็ได้ผลดีเสียด้วย

ที่สำคัญ ผมถามต่ออีกว่า นี่เรากำลังเปรียบเทียบกับโครงสร้างภาษีในปัจจุบันของประเทศคู่แข่งนะครับ เรารู้ได้ยังไงว่าเขาจะไม่ลดภาษีลงอีกเพื่อให้ประเทศเขาได้ประโยชน์สูงสุดเมื่อเป็น AEC กันแล้ว และนั่นเองที่ทำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้นได้ผลักดันให้ให้กระทรวงการคลังเร่งจัดทำบลูพริ้นท์ ของโครงสร้างภาษีอากร ของประเทศขึ้น เพื่อมองไปไกลๆข้างหน้าว่าเมื่อมี AEC แล้วโครงสร้างภาษีอากรจะเป็นอย่างไร ซึ่งก่อนพวกเราจะพ้นจากตำแหน่ง กระทรวงการคลังก็มี บลูพริ้นท์ของโครงสร้างภาษีอากรไว้แล้ว

แต่การปรับโครงสร้างภาษีอากร อย่างเดียวก็ยังไม่พอนะครับ เราจะต้องลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอีกอย่างน้อย 5.5 ล้านล้านบาทภายในระยะเวลา  10 ปี นี่แค่เพียงจะทำให้ไทยเรามีโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานดีในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งนะครับ แค่ทำให้เราดีเท่าไม่ได้ทำให้เราดีกว่าเขาด้วยซ้ำไป ถ้าหากระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของไทยที่ไม่ดีพอนั้นจะส่งผลให้ต้นทุนทางด้านโลจิสติคของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ลดความสามารถในการแข่งขันของประเทศครับ

ภาษีนิติบุคคลกับภาษีบุคคลธรรมดาต้องลด ภาษีมูลค่าเพิ่มก็ขึ้นไม่ได้ เงินลงทุนใน โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็ยังต้องใช้อีกมากแล้ว รัฐบาลจะเอาเงินจากที่ไหนมาลงทุน

คำตอบสำเร็จรูปที่คนส่วนใหญ่ตอบก็คือ ให้เอกชนมาร่วมลงทุน แบบที่เรียกว่า public private participation หรือ ppp คือรัฐบาลลงทุนบางส่วน เอกชนลงทุนบางส่วน แต่เอกชนไม่ว่าจะไทยหรือเทศ เขาจะตัดสินใจมาร่วมลงทุนกับรัฐบาลไทยก็ต่อเมื่อเขามีความชัดเจนว่าประเทศไทยเราจะก้าวไปทางไหน หรือพูดแบบวิชาการหน่อยก็คือ เรามียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศเมื่อเราเข้าสู่การเป็น AEC อย่างไร?

ผมก็มีคำถามต่ออีกว่า ประเทศไทยของเรามียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ในการเดินไปข้างหน้าชัดเจน หรือไม่เพียงใด

มีใครตอบผมได้ชัดๆมั้ยครับว่าเราจะวางตำแหน่งของประเทศเราไว้ตรงไหนบนแผนที่การแข่งขัน AEC และเวทีโลก ผมสงสัยกระทั่งว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่น่าจะมีเรื่องการเตรียมตัวเข้าสู่ AEC

ในตอนต่อๆไป ผมจะขออนุญาตเขียนแนวคิดเรื่องยุทธศาสตร์ของไทยในการก้าวเป็น AEC ให้ท่านผู้อ่านได้ลองนำไปคิดและยินดีแลกเปลี่ยนความเห็นได้ที่ อีเมลล์แอดเดรส kasemsant_weerakun@yahoo.com นะครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow