ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 14 “ยุทธศาสตร์สร้างความน่าเชื่อถือให้สภาฯ”

0
83
ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 14 “ยุทธศาสตร์สร้างความน่าเชื่อถือให้สภาฯ”
th.wikipedia.com พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์ – https://www.flickr.com/photos/thaigov/3842560066/

วันนี้ขอแวะมาที่สภาฯ หน่อยนะครับ เพราะหลังจากฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้ว ยิ่งฟังมากขึ้นเท่าไหร่ ความเชื่อถือและศรัทธาที่ผมมีให้กับผู้แทนและสภาก็ลดลงเรื่อยๆ ในสัดส่วนที่ผกผันกัน

ผมเองไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกเช่นนั้น เพราะความน่าเชื่อถือของสภาฯ และผู้แทนฯ นั้นสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและและการเป็นศูนย์กลาง AEC ที่เราอยากจะเป็นกัน

ผมเลยจะขอหยิบแนววิเคราะห์แบบยุทธศาสตร์มาช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของสภาฯ ดู

เริ่มกันที่การวิเคราะห์สถานการณ์ พิจารณาจากอดีตของการทำงานของผู้แทนในสภาฯมาจนถึงปัจจุบัน ผม “ฟันธงแบบไม่กลัวผิด” เลยว่าคนไทยส่วนใหญ่ค่อยๆเสื่อมศรัทธาในการทำงานของสภาฯ ลง และยิ่งถ่ายทอดสดมากเท่าไหร่ก็ยิ่ง “เสื่อม” มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อมองไปข้างหน้า ไทยเราจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นและจะมีหลายๆมิติทับซ้อนกันอยู่ การกำหนดยุทธศาสตร์ การดำเนินการและการแก้ปัญหาจะยิ่งยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นในอนาคตเรื่องที่สภาฯ จะนำมาอภิปรายกันอีกนั้นก็จะยุ่งยากซับซ้อนมากกว่านี้อีก

ปัจจุบันขนาดเนื้อหายังไม่สลับซับซ้อนมาก เราก็จะพบว่าผู้แทนส่วนมากก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาสาระของการอภิปรายกันอยู่แล้ว มีผู้แทนเพียงไม่กี่คนที่อภิปรายแล้วฟังดูรู้เรื่อง ที่เหลือก็คอยประท้วง หรืออภิปรายแบบตีสำนวนโวหารกันไปพอให้ได้ออกทีวี บางคนพื้นฐานครอบครัวอบรมมาไม่ดีก็ออกแนวหยาบคายหรือต่ำไปเลย

ถ้าปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เรื่องระหว่างประเทศ รูปแบบการทุจริต มันซับซ้อนและยากยิ่งขึ้น ก็คาดการณ์ได้เลยครับว่าคนที่จะอภิปรายได้จริงๆจะลดลงเรื่อยๆ ผู้แทนที่เหลืออาจจะมีพฤติกรรมการอภิปรายที่ไม่พึงประสงค์มากยิ่งขึ้น

ทีนี้ลองมาวิเคราะห์ SWOT ของสภาฯ เรามาเริ่มกันที่จุดแข็ง ผมว่าสภาของเรายังมีผู้แทนที่สุภาพมากกว่าไม่สุภาพ การใช้ความรุนแรงยังมีน้อยอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ด้วยระยะเวลาและพัฒนาการทำให้สภาของไทยมีระบบระเบียบ เข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้น

ส่วนจุดอ่อนของสภาไทยคือไม่มีคนรับผิดชอบเรื่องความน่าเชื่อถือของสภา ท่านผู้อ่านลองบอกผมหน่อยสิครับว่าใครรับผิดชอบเรื่องนี้ ถ้าสภาไทยเสื่อมลงใครโดนลงโทษ การบอกว่าผู้แทนทุกคนนั่นแหล่ะต้องรับผิดชอบ ในทัศนะผมการพูดแบบนั้นแปลว่าไม่มีคนรับผิดชอบ

การจะบอกว่ามีคนรับผิดชอบก็คือเราต้องบอกได้ว่าถ้าสภามีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ใครสมควรได้รับคำชมเชยและรางวัล แต่หากสภาขาดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นใครสมควรโดนตำหนิและลงโทษ

จุดอ่อนอีกประการก็คือ ผู้แทนและพรรคการเมืองไทยไม่มีฐานข้อมูลสำหรับสนับสนุนการทำงานหรืออภิปรายเท่าที่ควร ผมยังไม่เห็นว่ามีพรรคไหนมีทีมวิชาการทำข้อมูล ทำวิจัย อย่างจริงจังเลย ดังนั้น เราจะเห็นว่าผู้แทนเวลาเขาอภิปรายกัน ข้อมูลเด็ดที่สุดก็คือเอกสารทางราชการที่พวกเดียวกันแอบถ่ายเอกสารออกมาให้ ส่วนข้อมูลเด็ดอันดับสองก็คือข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ (ทั้งนี้ไม่นับวีดีโอแอบถ่ายในบ่อนเป็นข้อมูลสำคัญในการทำงานของสภานะครับ)

ความจริงเรื่องพรรคการเมืองไม่มีทีมวิชาการที่จริงจังนี่ นอกจากจะทำให้เวลาเป็นพรรคฝ่ายค้านก็ล้มเหลวแล้ว เวลาเป็นรัฐบาลก็เป็นรัฐบาลที่โหลยโท่ยเช่นกัน เพราะในเมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ เวลาราชการประจำเสนอเรื่องขึ้นมารัฐมนตรีก็ได้แต่ เออออห่อหมกกับเขาไป และนี่อาจเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เวลาหาเสียง พรรคการเมืองทั้งหลายจึงแย่งกันลดแลกแจกแถมมากว่าจะนำเสนอนโยบายที่มียุทธศาสตร์ นำพาประเทศไปในทางที่ถูกต้องได้

ในส่วนของ โอกาสและการคุกคามซึ่งต้องมองจากข้างนอกเข้ามาบ้างคือ สภาของไทยเรายังมีพัฒนาการมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศแถบนี้ยังยกให้เราเป็นต้นแบบอยู่ แต่ก็จะประมาทไม่ได้เลยนะครับพัฒนาการแบบก้าวกระโดดทางการเมืองของพม่า หรือทางด้านโทรคมนาคมของลาว เป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องขยับตัวในทุกด้านอย่างเร็วกว่านี้แล้ว

อาทิตย์หน้าจะมานำเสนอต่อให้จบถึงยุทธศาสตร์ที่จะเพื่อสร้างความน่าเชื่อให้สภานะครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow