ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 13 ยุทธศาสตร์ภาษีไทยเพื่อการเข้าสู่ AEC (2)

0
89

สัปดาห์ที่แล้วผมได้ค้างการทำ SWOT ของระบบภาษีไทยเอาไว้ตอนนี้มาต่อกันที่ โอกาส (O) และ การคุกคาม (T)   โอกาส (O) ของเราอยู่ที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเราต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ปัจจุบันแม้อัตราภาษีสูงกว่าเพื่อนบ้านแต่เมื่อหักค่าลดหย่อนต่างๆ อัตราเก็บภาษีที่แท้จริงเราก็ยังต่ำอยู่ ยังมีภาษีอีกหลายตัวที่เรายังไม่เคยจัดเก็บ ส่วนการคุกคาม (T)  นั้นคือเพื่อนบ้านเราส่วนใหญ่อัตราภาษีต่ำกว่าเรา สิงคโปร์จะใช้อัตราภาษีที่ต่ำกว่า รวมไปถึงความง่ายและเป็นธรรมในการเสียภาษีมาเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนและการค้า เพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลาง AEC ต่อไป หากไทยลดอัตราภาษีลง ทางสิงคโปร์และประเทศเพื่อนบ้านก็อาจจะลดอัตราภาษีลงต่อได้อีก

ส่วนสุดท้ายของยุทธศาสตร์ก็คือ “นโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ (guiding policies)” เป็น กลุ่มนโยบายที่เขียนให้สอดคล้องกัน แต่ละนโยบายมีผลในทิศทางที่ส่งเสริมกันและกัน ที่สำคัญการเขียนต้องทำให้องค์กรและผู้ปฏิบัติเกิดความชัดเจน รู้ว่าต้องทำอะไร และสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมันเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่หรือเปล่า และนี่คือสิ่งที่ยุทธศาสตร์ในเมืองไทยไม่ค่อยได้เขียนกัน ของเมืองไทยมักเป็นแค่ วิชั่น มิสชั่น คือแค่บอกว่าอยากจะเป็นอะไร แต่ไม่ได้บอกว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ก็อย่าไปสับสนกับ “แผนปฏิบัติการ” นะครับ อันนั้นมันเป็นรายละเอียดที่ต้องทำตามหลัง “นโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ” มาอีกที ไม่เชื่อผมก็ลองเข้าไปในเว็ปไซท์ขององค์กรต่างๆดูเอาเถอะครับ แล้วจะเห็นว่าที่เขาเรียกกันว่า “ยุทธศาสตร์” นั้นมันเป็นเพียง “กลุ่มคำที่เพราะๆ” แต่อ่านแล้วไม่รู้ว่าต้องทำอะไร อย่างไร

ผมขอลองเขียน “ นโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ” แบบสั้นๆของภาษีไทยให้ดูว่า หน้าตามันควรเป็นอย่างไร

ส่วนที่หนึ่ง อาจสูงกว่าระดับกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร คือ ต้องเร่งสรุปจากยุทธศาสตร์ประเทศ (ถ้ามี) จากแผนการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานว่าไทยจะต้องลงทุนอะไรบ้างเพื่อรักษา ความสามารถในการแข่งขัน และต้องใช้เงินลงทุนอีกเท่าไหร่ จะเอาเม็ดเงินจากไหน เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน (ppp) กับโครงการใดบ้าง และจะรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินที่มาจากภาษีอากรเท่าไหร่  เพื่อจะได้ทราบว่าเป้าหมายของการจัดเก็บภาษีภายใน 15 ปีข้างหน้า

สอง ต้องจัดทำโมเดลที่สามารถคำนวณรายได้จากการจัดเก็บและผลกระทบได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วเพราะในอนาคตไทยต้องลดอัตราภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาให้สามารถแข่งกับสิงคโปร์และประเทศต่างๆได้  ทั้งนี้ในโมเดลดังกล่าวต้องบอกได้ว่าจะต้องขยายฐานภาษีอีกเท่าไหร่และอย่างไร เราจึงจะสามารถทั้งลดอัตราการจัดเก็บแต่ยังคงจัดเก็บได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้โครงสร้างอัตราภาษีในอนาคตจะต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องและส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกด้วย

สาม ต้องจัดทำแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ พร้อมทั้งหาให้เจอว่าประสิทธิภาพการจัดเก็บที่ทาง “ธนาคารโลก” มาประเมินว่าหายไปอย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี นั้น หายไปได้อย่างไร ทำไมประเทศอื่นเขาทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้ และควรศึกษาด้วยว่าประเทศที่เจริญแล้วบางประเทศที่เขา outsource การจัดเก็บภาษีบางประเภทไปให้เอกชนนั้น เรานำมาใช้ได้บ้างหรือไม่อย่างไร พร้อมทั้งศึกษาประเทศเช่นฮ่องกงว่า เขาจัดเก็บภาษีได้อย่างไรทั้งๆที่ สินค้าหลายตัว อาทิ ไวน์ เครื่องสำอางค์ ฯลฯ แทบไม่มีภาษีเลย  อัตราภาษีนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ก็ต่ำกว่าประเทศเรา แต่เขาก็ยังมีเงินลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของเอเชียได้

สี่ ต้องทำให้การระบบเสียภาษีของไทย “ง่าย” ติดอันดับโลกไมใช่ “ยาก” ติดอันดับโลกเช่นในปัจจุบัน โดยต้องตั้งเป้าให้ไทยต้องติดอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศแรกที่ระบบภาษีง่ายต่อการทำความเข้าใจและการเสีย ขณะเดียวกันต้องแก้กฎหมายให้เอกชนทั้งไทยและต่างชาติได้รับความเป็นธรรม สามารถฟ้องร้องและสู้คดีกับกรมสรรพากรได้อย่างเป็นธรรม

ห้า ต้องจัดทำระบบภาษีเป็นธรรม ทำให้คนที่มีเงินได้เท่ากันเสียภาษีเท่ากัน อ่านแล้วงงใช่ไหมครับ คนที่มีเงินได้เท่ากันก็ต้องเสียภาษีเท่ากันอยู่แล้ว ไม่จริงนะครับ ระบบภาษีบ้านเราปัจจุบันคนมีเงินได้เท่ากันอาจเสียภาษีไม่เท่ากัน และส่วนใหญ่คนที่มีรายได้เท่ากัน คนจนจะเสียภาษีมากกว่าคนรวยด้วยซ้ำไป จะยกตัวอย่างให้ดูครับ มีคนอยู่สามคน นายรวยมากและนายรวยมีรายได้เดือนละ 100,000 และ 30,000 บาท สองคนนี้ มีเงินเหลือสามารถซื้อ RMF LTF ประกัน ผ่อนบ้าน ฯลฯ ถ้าบริหารภาษีเป็น สองคนนี้อาจไม่ต้องเสียภาษีเลย ขณะที่นายจนซึ่งมีรายได้เดือนละ 30,000 บาทเท่านายรวย แต่รายได้ใช้เดือนชนเดือน ไม่มีเงินเหลือไปซื้อหรือผ่อนอะไรต่างๆนานาที่นำมาหักลดหย่อนได้ พอปลายปีนายจนนี่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา 12,000 บาท ระบบภาษีแบบนี้เป็นธรรมมั้ยครับ ลองไปดูเถอะครับ ผมมั่นใจว่าระบบหักลดหย่อนต่างๆของไทยนั้นคนรวยมากได้ประโยชน์มากกว่าคนจน

ทำไมเราไม่ทำระบบภาษีให้ง่ายๆ กรอกแบบฟอร์มง่ายๆ ไม่กี่บรรทัด ไม่ต้องมีค่าลดหย่อนอะไรให้วุ่นวาย แล้วคิดอัตราภาษีให้ต่ำลงแต่ทำให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบและเสียภาษีเท่าๆกัน เช่น ถ้ามีเงินได้ 30,000 บาทต่อเดือน พอปลายปี กรอกแบบฟอร์มซักสี่บรรทัดและเสียภาษีในอัตราเดียวกันหมด แต่ถูกลงกว่าปัจจุบัน เช่น เสียซัก 5,000 บาททุกคนเท่ากันหมด อย่างนี้ดีกว่ามั้ยครับ

ด้วยพื้นที่จำกัด ผมขอไม่พูดถึง การปรับโครงสร้างกรมจัดเก็บภาษีทั้งสาม ยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อาทิ ปปช. ปปส. ธนาคาร ฯลฯ เพื่ออุดช่องโหว่ทางภาษีและดึงทุกคนเข้าสู่ระบบ ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อสร้างจิตสำนึกและเกิดความเต็มใจในการเสียภาษี ทำให้ผู้หลีกเลี่ยงภาษีเป็นผู้ที่สังคมรังเกียจและต่อต้าน ฯลฯ

ความจริง ข้อมูล ปัญหาและแนวทางแก้ไขที่ผมเขียนถึง มีกระจัดกระจายตามหน่วยงานต่างๆ เพียงแต่เราไม่เคยหยิบมาใช้ร่วมกับวิธีคิดแบบมียุทธศาสตร์เสียที ไทยเราก็เลยมีแต่แผนปฏิบัติการที่ไร้ยุทธศาสตร์ครับ น่าเสียดาย

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow