ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 12 ยุทธศาสตร์ภาษีไทยเพื่อการเข้าสู่ AEC

0
108

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โพสต์ทูเดย์ได้พาดหัวข่าวว่า ท่านรมว.คลังกิตติรัตน์ ได้สั่งการให้กรมสรรพากรศึกษาความเป็นไปได้ของการเพิ่มการหักค่าลดหย่อนของคู่สมรสจาก 3 ไปเป็น 6 หมื่นบาท และเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรจาก 1.5 เป็น 3 หมื่นบาท และทางกรมสรรพากรก็ได้เสนอให้มีการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาให้มีความถี่เพิ่มมากขึ้นจาก 10/20/30/37 เป็น 5/10/15/20/25/30/35 เปอร์เซ็นต์

อ่านเผินๆ ก็เป็นข่าวที่เราได้อ่านกันเป็นระยะจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เรื่องการลดภาษี อย่าลืมนะครับว่านั่นเป็นอดีตที่ไทยเราสามารถกำหนดอัตราภาษีได้ค่อนข้างจะมีอิสระ ไม่มีแรงกดดันด้านการแข่งขันจากประเทศข้างเคียงเท่าใดนัก แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วนะครับ เรากำลังจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่ถึง 800 วันข้างหน้าแล้ว (ขอนับเป็นวันเพื่อจะได้กระตุ้นคนที่มัวแต่คิดว่าอีกตั้ง 2 ปีกว่าให้กระฉับกระเฉงได้แล้ว) คำถามสำคัญเกี่ยวกับภาษีที่เราควรจะถามคือ ยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีของไทยเป็นอย่างไร? และยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยใน AEC ได้อย่างไร?

 “ยุทธศาสตร์ที่ดี” ควรประกอบไปด้วยสามส่วนที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้วคือ หนึ่ง ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำ สองต้องวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งเป็น และสามต้องมี นโยบายกำหนดแนวปฏิบัติ (guiding policies) ที่เมื่ออ่านแล้วรู้ว่าใครต้องทำอะไรอย่างไรและนโยบายเหล่านั้นมันจะส่งผลเสริมกันอย่างไร

จะทำยุทธศาสตร์ที่ดีได้ เราก็ต้องเริ่มต้นที่การวิเคราะห์สถานการณ์ให้แม่นยำเสียก่อน เมื่อเราเข้าสู่ AEC ความเนื้อหอมของภูมิภาคนี้จะมากขึ้น ประเทศต่างๆทั้งโลกจะสนใจมาลงทุนและทำมาค้าขายมากขึ้น ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปยังไม่เห็นทางออกในระยะเวลาอันใกล้ เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังตกต่ำต่อเนื่อง เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้น เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลง หลายๆปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งทำให้ AEC มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

แต่ “โอกาส” นั้นจะมาพร้อมๆ กับ “การแข่งขัน” ที่มากขึ้นด้วย ซึ่งไทยเราจะสามารถแข่งขันกับเขาได้ก็ต่อเมื่อเรามีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน คนของเรามีความพร้อมและมีศักยภาพ มีการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ มีความโปร่งใส ในมุมของภาษีเราจะแข่งขันได้ก็ต่อเมื่ออัตราภาษีของเราจะต้องใกล้เคียงหรือต่ำกว่า มีความสะดวกและมีความเป็นธรรมในการเสียภาษี

เรามาลองวิเคราะห์แบบเร็วๆด้านภาษีและงบประมาณดู ภายใต้การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายประจำของรัฐบาลที่ขยายตัวสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของจัดเก็บภาษีถึงสองเท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้การจัดทำงบประมาณยากอยู่แล้ว งบลงทุนของประเทศก็น้อยมากอยู่แล้ว นี่เรายังต้องเจอแรงกดดันด้านการแข่งขันให้ลดอัตราภาษีลงอีก ในขณะเดียวกันก็ยังต้องลงทุนอีกอย่างน้อยๆ 5.5 ล้านล้านบาทเพื่อยกระดับโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ดีทัดเทียมเพื่อนบ้าน การจัดทำงบประมาณในอนาคตจะยากลำบากขนาดไหน

ถ้าวิเคราะห์ต่ออีกว่าหากอัตราภาษีเรายังสูงกว่าคู่แข่ง นอกจากบริษัทต่างชาติจะไม่มาใช้เราเป็นศูนย์กลาง AEC ในการลงทุนและค้าขายแล้ว บริษัทไทยและคนไทยนี่แหล่ะที่จะหนีออกไปจดทะเบียนตั้งบริษัทและไปเสียภาษีในอัตราที่ต่ำทั้งของธุรกิจและภาษีส่วนบุคคลที่ประเทศอื่น นอกจากธุรกิจการค้าการลงทุนใหม่ๆจะไม่เกิด ภาษีใหม่ไม่ได้ ภาษีที่เคยเก็บได้ยังจะมาหายไปอีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้นะครับถ้าเราไม่ “คิดแบบมียุทธศาสตร์” กันเสียที คนจีนเขาพูดกันว่า “ในวิกฤติมีโอกาส” แต่เราอาจต้องพูดกลับกันคือ “ในโอกาสมีวิกฤติ “

ส่วนตัวผมวิเคราะห์ว่าไทยเรายังมีความพร้อมน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะสิงคโปร์ ที่ใครต่อใครหลายคนท่องว่าทำเลที่ตั้งประเทศของเราเป็นทำเลยุทธศาสตร์ เราได้เปรียบ เราสามารถเป็นศูนย์กลางภูมิภาคได้ ก็จริงอยู่ แต่อย่าลืมนะครับว่าไทยไม่ได้เพิ่งย้ายมาตั้งประเทศตรงนี้ เราอยู่กันตรงนี้มาหลายร้อยปี และเราก็ได้เปรียบเรื่องทำเลมาตั้งหลายร้อยปีแล้วไม่ใช่หรือครับ ทำไมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเราไม่สามารถยกระดับตัวเองให้เป็นศูนย์กลางอาเซียนได้ แล้วจากนี้ไปอีกไม่ถึง 800 วัน ภายใต้การเตรียมตัวแบบไม่มียุทธศาสตร์ ทำไมเราถึงจะกลายเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้ล่ะครับ?

ที่สำคัญคือ อย่าไปคิดว่าการมีถนนหนทางและรางรถไฟพาดผ่านเมืองไทย ให้ต่างชาติขนสินค้าและวัตถุดิบผ่านไปผ่านมาจะสามารถช่วยยกระดับประเทศเราเป็นศูนย์กลางภูมิภาคได้นะครับ “จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ” ครับ

ตอนนี้เราลองมาทำยุทธศาสตร์ส่วนที่สองคือการทำ SWOT โดยผมจะทำแต่เรื่องภาษีเพื่อนำไปสู่ยุทธศาสตร์ภาษีนะครับ เริ่มที่ จุดแข็ง (S) และจุดอ่อน (W) ซึ่งต้องมองจากภายในออกไปภายนอก คือต้องมองจากกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังออกมา

“จุดแข็ง” คือ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของเราต่ำสุดในอาเซียนและเกือบจะต่ำที่สุดในโลกเลย ระบบคอมพิวเตอร์ของสรรพากรมีความสมบูรณ์ค่อนข้างมากและสามารถช่วยการจัดเก็บได้มาก กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีให้อำนาจแก่กรมสรรพากรแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครจะสามารถมาสู้คดีหรือฟ้องร้องสรรพากรได้ง่ายๆ การจัดเก็บภาษีของสรรพากรจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าแทบทุกปี (กรุณาคิดว่าตั้งเป้าไว้สูงแล้วแต่ฝีมือจัดเก็บดีเลยเก็บได้เกินเป้า ห้ามแอบคิดว่าเขาตั้งเป้าต่ำๆเพื่อให้จัดเก็บได้เกินนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นเราต้องจัดประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนไม่ใช่จุดแข็ง หึหึหึ)

ส่วน “จุดอ่อน” คืออัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเรามีอัตราสูงกว่าหลายๆประเทศโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ สิงคโปร์ ประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีของไทยยังต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน จำนวนคนที่เสียภาษีบุคคลธรรมดามีเพียง 9 ล้านคนเศษจากกำลังแรงงานเกือบ 40 ล้านคน ระบบหักค่าลดหย่อนมีมากเกินไปและส่วนใหญ่เอื้อประโยชน์ต่อคนรวยมากกว่าคนจน จำนวนบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคลก็มีประมาณครึ่งเดียวของจำนวนบริษัททั้งหมด ความยากของระบบภาษีของเราก็มีความยากติดอันดับโลก สัปดาห์หน้าผมจะมาทำยุทธศาสตร์ภาษีต่อ หากท่าน รมว.คลัง มียุทธศาสตร์ภาษีแล้ว ผมก็ต้องขออภัยที่ “บังอาจ” สอนหนังสือ รมว.คลัง แต่ถ้าท่านยังไม่มี วันจันทร์หน้าอย่าลืมอุดหนุน โพสต์ทูเดย์ด้วยนะครับ

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow