มุมมองเกษมสันต์ ตอน เด็กไทยเก่งแค่ไหนใน AEC

0
146

“เด็กไทยวิถีใหม่ รวมไทยสร้างชาติ ด้วยภักดีมีคุณธรรม” คือคำขวัญวันเด็กประจำปีพ.ศ. 2564 ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งปีนี้วันเด็กตรงกับวันที่ 9 มกราคม 2564

วันเด็กของไทยครั้งแรกนั้นจัดกันให้มีขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งเป็นวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ตามคำเชิญชวนขององค์การสหประชาชาติ และได้มีการจัดกันมาได้หลายปีจนรัฐบาลมาคิดได้ว่าตุลาคมนั้นยังเป็นหน้าฝนอยู่ เด็กมางานลำบาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 เป็นต้นมา รัฐบาลจึงกำหนดใหม่ให้ทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมเป็นวันเด็กแทน

ต่อมาในปีพ.ศ. 2503 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 20 พฤศจิกายนของทุกปี ให้เป็นวันเด็กสากล หรือ Universal Children’s Day เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกประเทศคุ้มครองสิทธิในชีวิต สุขภาพ สิทธิด้านการศึกษาของเด็กและเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่เด็กทั่วโลก แต่ไทยเราก็ยังคงเลือกที่จะจัดวันเด็กในวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมเหมือนเดิม ขณะที่ฟิลิปปินส์และบรูไน เลือกที่จะจัดงานวันเด็กวันที่ 20 พฤศจิกายนของทุกปี ตามองค์การสหประชาชาติ

นอกจากองค์การสหประชาชาติแล้วก็ยังมีองค์กรนานาชาติอีกหนึ่งองค์กรคือ สภาสตรีประชาธิปไตยนานาชาติ ที่กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันเด็กนานาชาติ หรือ International Children’s Day ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา โดยประเทศกลุ่ม CLMV กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาและเวียดนาม นั้นใจตรงกันคือเลือกจัดวันเด็กตาม สภาสตรีประชาธิปไตยฯ ใจเดียวกันกับจีน รัสเซียและเกาหลีเหนือ ที่เลือกเอาวันที่ 1 มิถุนายนเป็นวันเด็กด้วยเช่นกัน

ประเทศที่เหลือใน AEC ต่างก็เลือกจัดวันเด็กแตกต่างกันออกไป อินโดนีเซีย เลือกเอาวันที่ 23 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันเด็กเพื่อรำลึกถึงวันที่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตได้ออกกฎหมายสวัสดิภาพเด็กในปีพ.ศ. 2528 ขณะที่สิงคโปร์เลือกเอาวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคมให้เป็นวันเด็กของ ซึ่งเด็กสิงคโปร์ก็จะได้หยุดเรียนเพื่อให้พ่อแม่ได้ใช้เวลาและพาลูกๆไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆซึ่งก็จะจัดกิจกรรมวันเด็กกันอย่างสนุกสนาน การเลือกวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคมซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคมให้เป็นวันเด็กนั้นทำให้เด็กและครูสิงคโปร์มีโอกาสหยุดยาวสามวันติดกันเพื่อพักผ่อนและไปเที่ยว ส่วนมาเลเซียเลือกวันเสาร์สุดท้ายของเดือนตุลาคมให้เป็นวันเด็ก โดยการฉลองวันเด็กของมาเลเซียนั้นนิยมฉลองกันในโรงเรียน ซึ่งจะจัดกิจกรรมให้เด็กๆฉลองกันมากมายเลยทีเดียว ปีนี้ตรงกับวันที่ 30 ตุลาคม

วันเด็กทั้งที เราลองมาดูกันว่าเด็กไทยเก่งสักแค่ไหนเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กใน AEC ด้วยกัน

โปรแกรมที่ทั่วโลกใช้วัดความเก่งของเด็กซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยกว้างขวางคือ PISA : Programme for International Student Assessment https://www.oecd.org/pisa/ เป็นโปรแกรมที่ทดสอบสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล โดยจะทดสอบเด็กนักเรียนอายุ 15 ปีทั่วโลกทุก ๆ 3 ปี โดยปีล่าสุดคือ ปีพ.ศ. 2561 มีเด็กจาก 79 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจกว่า 600,000 คนเข้าร่วมทดสอบโดยมีเด็กไทยเข้าร่วม 8,633 คนโดยสุ่มจากโรงเรียนหลายหลายรูปแบบของไทยเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆเพื่อให้สะท้อนความสามารถจริงๆของเด็กอายุ 15 ปีของแต่ละประเทศ

PISA นั้นเน้นการทดสอบนักเรียนในด้านการใช้ความรู้และทักษะเอามาในชีวิตจริง มากกว่าเน้นทดสอบความสามารถทางวิชาการที่ได้จากการเรียนในห้องเรียน ดังนั้นนักเรียนที่รู้จักประยุกต์เอาความรู้ที่เคยเรียนในห้องมาใช้ในชีวิตจริงและแก้ปัญหาซึ่งไม่เคยเจอในห้องเรียนมาก่อนได้ดีจะทำคะแนน PISA ได้ดี โดย PISA เลือกที่จะทดสอบสามวิชาคือ การอ่าน วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพราะทั้งสามวิชานี้มีความจำเป็นในอนาคต เพราะเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับเด็กที่จำเป็นจะต้องมีสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองไปตลอดชีวิต โดยทุกสามปี PISA จะเลือกเน้นวิชาสลับกันไป ปีพ.ศ. 2561 นี้เน้นวิชาการอ่านจึงให้น้ำหนักการทดสอบ 60 เปอร์เซ็นต์ อีกสองวิชาที่เหลือให้น้ำหนักวิชาละ 20 เปอร์เซ็นต์

ผล PISA ปีพ.ศ. 2561 ในด้านการอ่านซึ่งคะแนนเฉลี่ยคือ 487 คะแนน เด็กไทยสอบตกทำได้ 393 คะแนนเป็นอันดับที่ 66 จาก 79 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ลดลงต่อเนื่องจาก 409 คะแนนในปีพ.ศ. 2558 และ 441 คะแนนในพ.ศ. 2555 และถูกระบุไว้เป็นพิเศษเลยว่าคะแนนการอ่านของเด็กไทยลดลงอย่างเพิ่มขึ้นร่วมกับเด็กเกาหลีใต้และเด็กเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ 514 และ 485 คะแนนตามลำดับ

ส่วนเด็กสิงคโปร์ได้คะแนนการอ่าน 549 คะแนนสูงสุดใน AEC ดีขึ้นกว่าสามปีที่แล้วซึ่งได้ 535 คะแนน และดีเป็นอันดับสองของโลกรองจากเด็กจีนซึ่งได้ 555 คะแนน ตามมาด้วยเด็กมาเลเซีย 415 คะแนน และเด็กบรูไน 408 คะแนน เด็กอินโดนีเซีย 371 คะแนน เด็กฟิลิปปินส์ 340 คะแนน สรุปว่าเด็กมาเลเซีย บรูไน ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สอบตกหมดในด้านการอ่านซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิตในอนาคต

ส่วนคะแนนการอ่านของเด็กเวียดนามนั้น PISA ไม่ได้ประกาศผลออกมาพร้อมกับประเทศอื่นๆโดยบางสื่อระบุว่าเป็นเพราะการเลือกเด็กเข้าทดสอบของเวียดนามอาจจะไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ PISA เพราะกระจุกตัวอยู่เฉพาะเด็กเก่งๆ ขณะที่สื่อเวียดนามรายงานว่าที่ PISA ไม่ยอมประกาศคะแนนเป็นเพราะเด็กเวียดนามยังทำข้อสอบในกระดาษอยู่แตกต่างไปจากเด็กชาติอื่นๆที่ทำแบบทดสอบในคอมพิวเตอร์ แต่สื่อเวียดนามก็ได้เปิดเผยคะแนนการอ่านของเด็กเวียดนามปีนี้ว่าได้ 505 คะแนนสูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลก คะแนนเท่ากับเด็กสหรัฐ และดีกว่าสามปีที่แล้วซึ่งได้ 487 คะแนน

สรุปแล้วทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจของเด็กใน AEC คือเด็กสิงคโปร์ เก่งเป็นที่สองของโลก ตามมาด้วยเด็กเวียดนามเก่งเป็นที่ 13 ของโลก ส่วนเด็กมาเลเซีย บรูไน ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สอบตกหมดในด้านการอ่านซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิตในอนาคต

ส่วนผล PISA ด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งคะแนนเฉลี่ยคือ 489 คะแนน เด็กไทยทำได้ 426 คะแนนได้อันดับที่ 53 ดีขึ้นจากครั้งที่แล้วซึ่งได้ 421 คะแนนเล็กน้อยแต่ยังสอบตกอยู่ ขณะที่เด็กสิงคโปร์ได้ 551 คะแนนสูงสุดใน AEC ดีเป็นอันดับสองของโลกต่ำกว่าที่หนึ่งคือเด็กจีนซึ่งได้ 590 คะแนนทิ้งห่างเด็กทั้งโลก ตามมาด้วยเด็กเวียดนาม 534 คะแนนสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก เด็กมาเลเซีย 438 คะแนน และเด็กบรูไน 431 คะแนน เด็กอินโดนีเซีย 396 คะแนน เด็กฟิลิปปินส์ 357 คะแนน แปลว่าความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ มีเฉพาะเด็กสิงคโปร์และเด็กเวียดนามเท่านั้นที่สอบผ่านโดยได้คะแนนทิ้งห่างเด็ก AEC และเด็กไทยซึ่งสอบตกกันถ้วนหน้าเป็นอย่างมาก

สำหรับผล PISA ด้านคณิตศาสตร์ซึ่งคะแนนเฉลี่ยคือ 489 คะแนน เด็กไทยทำได้ 419 คะแนนได้อันดับที่ 57 ดีขึ้นจากครั้งที่แล้วซึ่งได้ 415 คะแนนแต่ก็ยังสอบตกอยู่ ขณะที่เด็กสิงคโปร์ได้ 569 คะแนนสูงสุดใน AEC ดีเป็นอันดับสองของโลกต่ำกว่าที่หนึ่งเด็กจีนซึ่งได้ 591 คะแนนทิ้งห่างเด็กทั้งโลกเช่นเดียวกับด้านวิทยาศาสตร์ ตามมาด้วยเด็กเวียดนาม 496 คะแนนสูงเป็นอันดับ 24 ของโลก ส่วนที่เหลือสอบตกร่วมกับเด็กไทยหมดคือเด็กมาเลเซีย 440 คะแนน และเด็กบรูไน 430 คะแนน เด็กอินโดนีเซีย 379 คะแนน เด็กฟิลิปปินส์ 353 คะแนน

ผล PISA ที่ออกมาว่าน่าตกใจแล้ว แต่การให้สัมภาษณ์ของผู้ที่รับผิดชอบการศึกษาชาติหลายคนน่าตกใจยิ่งกว่า เพราะพวกเขาบอกว่าการศึกษาไทยเรามาถูกทางแล้ว แม้เด็กไทยจะสอบตกแต่ก็ยังมีเด็กที่เรียนในโรงเรียนพิเศษเช่นโรงเรียนที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และโรงเรียนสาธิตต่างๆสอบผ่านได้คะแนนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของโลก เพราะนั่นหมายความว่าการศึกษาไทยนอกจากจะมีคุณภาพต่ำแล้วยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนพิเศษ โรงเรียนสาธิตและโรงเรียนทั่วไปอยู่อีกอย่างมาก

เมื่อไปดูเป้าหมายและตัวชี้วัด ในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ตั้งเป้าให้เด็กไทยได้คะแนน PISA เฉลี่ยทั้งสามวิชาในช่วงปี พ.ศ. 2561-2565 ไว้ที่ 470 คะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยปัจจุบันของทั้งสามวิชาซึ่งอยู่ที่ 487 489 และ 489 คะแนน ยังพอเข้าใจได้ว่าการยกระดับความสามารถทางการศึกษานั้นต้องใช้เวลากว่าเด็กไทยจะทำคะแนนให้ได้ดีใกล้เคียงกับคะแนนเฉลี่ยของโลก

แต่เมื่อไปดูเป้าหมายในช่วงปีที่เหลือของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีแล้วน่าตกใจอย่างยิ่งกว่าเพราะ เป้าหมายในช่วงปีพ.ศ. 2566-2570 คือ 480 คะแนน หมายความว่ายุทธศาสตร์ไทยยังตั้งเป้าหมายให้เด็กไทยสอบตกอยู่ ส่วนในช่วงปีพ.ศ. 2571-2575 เราตั้งเป้าหมายให้เด็กไทยสอบได้ 490 คะแนนซึ่งเป็นคะแนนที่คาบเส้นคะแนนเฉลี่ยปีพ.ศ. 2561 ของโลก ซึ่งกว่าจะถึงปีพ.ศ. 2575 เด็กทั้งโลกเขาจะพัฒนาและเก่งขึ้นไปอีกขนาดไหน

ส่วนช่วงปีพ.ศ. 2576-2580 ยุทธศาสตร์ชาติตั้งเป้าหมายไว้ที่ 510 คะแนน เป็นการตั้งเป้าหมายให้เด็กไทยทดสอบ PISA สำหรับวิชาการอ่านและคณิตศาสตร์ให้ได้สูสีกับเด็กเวียดนามที่ทำได้ตั้งแต่สามปีที่แล้วในปีพ.ศ. 2561 แต่สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์เป้าหมายที่ตั้งให้เด็กไทยทำให้ได้ในปีพ.ศ. 2580 หรือเกือบ 20 ปีจากปัจจุบันก็ยังตั้งเป้าให้แพ้เด็กเวียดนามซึ่งทำได้ 534 คะแนนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561 แล้ว

และถ้าอีก 20 ปีข้างหน้าเด็กเวียดนามเขาพัฒนาขึ้นอีกล่ะ (ซึ่งเป็นไปได้แน่ๆ) แล้วเมื่อถึงวันนั้นเด็กสิงคโปร์ซึ่งปัจจุบันเก่งระดับต้นๆของโลกจะยิ่งเก่งทิ้งห่างเด็กไทยไปอีกแค่ไหน? อนาคตของเด็กไทยจะอยู่ตรงไหน? แล้วอนาคตของประเทศล่ะ?

เข้าใจหรือยังว่าทำไมผมถึงวิจารณ์อยู่ตลอดมาว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของเราใช้ไม่ได้ หรือว่าเราไม่ควรจะปล่อยให้ผู้สูงอายุมาทำยุทธศาสตร์ชาติกันอีกต่อไป แต่ควรให้เด็กๆมาทำยุทธศาสตร์ชาติแทนน่าจะดีกว่า เก็บผู้ใหญ่เอาไว้เขียนคำขวัญเพราะๆน่าจะดีกว่า มองเหมือนผมมั้ยครับ?

บันดาลใจ
June04
June01
June02
June03
june05
previous arrow
next arrow